สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาคือเป็นการพูดโกหก ขโมยขนม และขโมยเงิน แต่บทความคราวนี้เริ่มมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากอาม้าผมแล้ว คือการนำลูกแมวที่มีหลายตัว และหลายครั้งไปปล่อยที่วัดครับ
ขอเริ่มต้นเรื่องจากบ้านของผมเป็นร้านขายของโชวห่วย แถวตลาดศรีเขมา เป็นตึกแถวที่ปัจจุบันร้างไปหมดแล้ว ตึกเก่ามากแล้ว น่าจะเกิน 40 ปี สมัยที่ผมอยู่นั้น นอนดิ้นหน่อย ถ้าหัวหรือขาไปโดนผนังปูน ปูนจะหลุดร่อนออกมาเลย เวลารถสิบล้อวิ่งผ่าน หน้าต่างก็จะสะเทือน ดีแล้วที่ย้ายออกมา
ที่เล่าให้ฟังว่าตึกเก่าแล้ว เพื่อจะโยงให้เห็นภาพว่า ดังนั้นใต้ตึกก็เก่ามากเช่นกัน จึงเป็นที่อยู่ของสัตว์ยอดฮิตประจำเมือง ทั้งแมลงสาบ (เคยเขียนบทความเกี่ยวกับแมลงสาบด้วย) หนู เป็นต้น และเจ้าหนูนี่แหละครับ มันกินดะทุกอย่าง (อาจไม่กินก็ได้ ดูเหมือนมันจะเกเรมากกว่า) พวกมันกัดทุกอย่าง
กัดสบู่ ก็ขายใครไม่ได้ ต้องเอาไว้ใช้อาบน้ำเอง
กัดขนม-มาม่า อันนี้เลิกกันเลย กินไม่ได้อยู่แล้ว
กัดกล่องนม อันนี้โชคดีหน่อยสามารถเก็บไว้เปลี่ยนกับคนส่งได้ คือขอให้เขาช่วยรับคืนครับ เป็นต้น
เพื่อนๆ เห็นภาพแล้วนะครับว่า ด้วยเหตุนี้เองที่บ้านผมมีความจำเป็นต้องเลี้ยงแมว ลายเสือด้วย สีเทา ดำ ขาว 3 สี และดุมาก เล็บคม ตบเก่ง หมาแถวบ้านยังไม่ยุ่งเลย แถมเจ้าชู้อีกต่างหาก ผมตีความเอาเองนะครับ เพราะมันท้องบ่อยมาก จนไม่ต้องนับรุ่นกัน
บางครอกที่มันออก มันจะกินลูกมันด้วย เหลือแต่หัว น่าสงสาร ผมจะตีมันแรงๆ เวลามันทำอย่างนั้น (เห็นอาม้าผมบอกว่าแสดงว่าลูกมันไม่สบาย) แต่ก็มีหลายครอกที่ก็โตจนเล่นซน และผมก็เห็นแม่แมวตัวนี้ ชอบจับลูกหนูมาให้ลูกแมวเล่น ตบไปตบมาและก็กินในที่สุด
ลูกแมวแต่ละครอกก็จะซนตามประสา แต่ว่าพวกมันชอบถ่ายในบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวแม่ ก็ถ่ายนอกบ้าน ดังนั้นถ้าครอกไหน ถ่ายนอกบ้านก็จะเลี้ยง และยกให้คนอื่นควบคู่กันไป แต่ถ้าครอกไหนถ่ายในบ้าน ผมก็มีหน้าที่ นำพวกมันไปปล่อยที่วัด ครับ
นำพวกมันใส่กล่องเบียร์ ปิดเทปกาวอย่างดี ไม่อย่างนั้นเวลายกไป มันจะแง้วๆๆ และแทงหัว แทงขามาทางฝาปิดกล่องได้ พอถึงวัดก็ลอกเทปกาวออก พวกมันก็จะมีความสามารถออกมาจากกล่องได้เอง
วัดที่ผมไปปล่อยเป็นประจำ ก็คือ " วัดสร้อยทอง " ปัจจุบันเป็นวัดอารามหลวงไปแล้ว แต่ผมจำไม่ได้ว่าระดับไหน ที่พักของคณะแม่ชีอยู่ด้านหน้าวัด ทางซ้ายมือ ซึ่งก็ติดกับกำแพง เวลาผมไปปล่อย ก็จะวางกล่องไว้ประตูหน้า หรือจับปล่อยทีละตัวผ่านประตูเหล็ก อย่างน้อยที่นี่ก็มีอาหารให้มันกิน
ในวัยเด็กที่ผมนำพวกมันไปปล่อย ก็จะรีบวิ่งหนีแม่ชี ที่ตะโกนไล่หลังมา ฟังไม่ได้สรรพหรอกครับ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว แต่ผมไม่เคยทิ้งไว้ริมถนน หรือกองขยะ เพราะกลัวมันถูกรถทับ หรือไม่มีใครนำไปเลี้ยง
พฤติกรรมเหล่านี้ ที่ผมเคยทำมา ผมคิดว่าผมกำลังชดใช้กรรมอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นผู้ทุพพลภาพนะครับ แต่น่าจะเป็นเรื่องของบ้านที่อยู่อาศัยมากกว่า ผมย้ายที่อยู่บ่อยๆ หรือย้ายบ้านบ่อยนั่นเอง และปัจจุบันผมก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัว คือใจของผมไม่อยากอยู่ อยากออกจากบ้านมาพิสูจน์ตัวเองเรื่องการทำงาน เช่น ผมทำเว็บไซต์รับฝากชำระค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ทุกระบบ นิตยสารออนไลน์ สำหรับโรงงาน และนิทรรศการออนไลน์ เป็นต้น
ผมจึงคิดว่า ทุกวันนี้ การที่ผมอยากออกมาอยู่ข้างนอก และย้ายบ้านบ่อย ก็คือเป็นการชดใช้กรรมที่นำลูกแมวไปปล่อยครับ
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
17 กันยายน 2550
ผมคิดว่ามนุษย์เราทุกคน ย่อมมีประสบการณ์ที่ดี และไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิต ลองอ่านบทความ "ความพยายามที่จะเลว" กันนะครับ ขอบคุณครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรีดา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรีดา แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550
frame-3 : ต่อจากนั้นก็ " ขโมยเงิน " ครับ
สวัสดีครับทุกคน ผมเคยขโมยขนม เพื่อนำของเล่นมาเล่นในวัยเด็ก แต่ยังมีสิ่งไม่ดีอีกอย่างที่มากกว่า " ขโมยขนม " ก็คือ " ขโมยเงิน " ครับ ผมเริ่มขโมยเงินตอนประมาณ ประถม 6 - ม.1 เพื่อจะนำไปซื้อการ์ตูนเรื่องโดเรมอน หรือโดราเอมอน
เริ่มเรื่องจากผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชวนผมอ่านหนังสือการ์ตูน (เหมือนให้ลองยาเสพติด ยังไงอย่างงั้น) อ่านแล้วก็ติดครับ สนุกมาก แรกๆ เพื่อนผมก็ให้ยืมมาที่บ้าน พอนานๆ เข้า เพื่อนผมก็ไม่ให้อ่านฟรีแล้วครับ (เอาเข้าแล้วครับ พอเราติดการ์ตูน อยากอ่าน ต้องหาเงินมา เหมือนอยากเสพยา ก็ต้องหาเงินมาซื้อ)
ตอนนั้นการ์ตูนเล่มละ 10 บาท เพื่อนผมขายครึ่งราคา 5 บาท ผมจึงอดเงินรายวันเพื่อมาซื้อ แต่ไม่พอครับ เพราะมีการ์ตูนที่อยากอ่านหลายเล่ม เพื่อนผมจึงสอนขโมยเงิน มันง่ายมากครับ (เรื่องเลวๆ มักจะง่ายที่จะปฏิบัติ)
เนื่องจากบ้านผม และเพื่อนผม เป็นร้านขายของโชวห่วยเหมือนกัน ดังนั้นเวลาขายของ ก็ต้องมีการทอนเงิน หมายถึงว่า ผมและเพื่อนมีโอกาสที่จะเปิด-ปิด ลิ้นชักเงินได้อย่างง่ายดาย วิธีขโมย จึงง่ายดายมาก แค่ฉวยโอกาสตอนทอนเงิน ก็นำเงินบางส่วนแอบใส่กระเป๋ากางเกง ผมจึงเลียนแบบ และขโมยอยู่เป็นเดือน ทำให้มีการ์ตูนอ่าน โดยอ้างว่า ยืมมาอ่าน
แต่ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ เพราะมีสิ่งผิดปกติที่อาม้า (คุณแม่ผมเอง คนจีนเรียน อาม้า) จับผิดได้คือ ปกติอ่านจบแล้วต้องคืน แต่นี่ไม่ต้องคืน เหมือนเป็นของผม และมันมากขึ้นๆ จาก 1 ลังเบียร์เป็น 2 ผมจึงถูกเฝ้าติดตาม จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ตามระเบียบครับ โดนไม้ขนไก่ แล้วผมก็หยุดการขโมยเงินไปอีกหลายปี จนกระทั่ง
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเป็นไข้ อาม้าจึงพาไปหาหมอ และผมสังเกตุเห็นนางพยาบาล นำเหรียญบาทมาวางต่อกัน 10 เหรียญ และใช้สก๊อตเทปติดตามแนวตั้ง ทำให้เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมชี้ให้อาม้าดู ว่าแปลกดีน่าทำอย่างนี้บ้าง แต่อาม้าก็อธิบายว่ามันยุ่งยาก นับเป็นถุง ถุงละ 100 บาท สะดวกกว่า
ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ฐานะการเงินที่บ้านไม่ดีนัก ผมมักเห็นมีคนมาทวงเงินที่บ้านบ่อยๆ จึงมีความคิดว่าอยากแอบเก็บเงินในลิ้นชักให้อาม้า ถึงเวลามีคนมาทวงเงินจะได้มีให้เขาได้ (คิดแบบเด็กๆ แต่ก็ถือว่าขโมยเงิน เหมือนกัน) เมื่อคิดได้ก็เริ่มทำครับ แต่คราวนี้ระมัดระวังกว่าคราวที่แล้ว ต้องไม่ถูกจับได้ จึงเริ่มขโมยเงินเป็นเหรียญอย่างเดียว (1 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง)
โดยปกติเวลาเหรียญหมดไม่พอก็ต้องนำแบงค์ร้อย ไปแลกเหรียญ ผมจึงต้องมีเทคนิคแอบไปแลกเงินที่เก็บซ่อนไว้ในกระป๋องโอวัลติน บริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 และแอบวิ่งไปนอกบ้าน ทำทีเป็นว่าไปแลดเงินจริงๆ ส่วนเหรียญที่เก็บไว้มากๆ ในกระป๋อง เสียงจะดังเวลาผมแอบเก็บเงิน หรือนับจำนวนเงิน ผมจึงนำวิธีติดสก๊อตเทปจากร้านคุณหมอมาใช้ จะได้เสียงไม่ดัง
การแอบขโมยเงินคราวนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนั้นเงินจึงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ และก็ไม่พ้นครับ อาม้าผมก็จับได้อยู่ดี แต่คราวนี้อาม้าผมไม่ทำแบบคราวที่แล้ คือมาจับคากระเป๋าที่แอบขโมย เพราะอาม้ารู้ว่าผมนำเงินไปซื้อการ์ตูน แต่คราวนี้ไม่ใช่ อาม้าเห็นว่าเงินถูกเก็บอย่างดี อาม้าจึงอยากรู้ความจริง และอาม้ายังนับเงินมาเรียบร้อย รู้ว่าผมแอบขโมยเงินไว้แล้ว 3 พันกว่าบาท
อาม้าเริ่มบททดสอบ
" ต๋อง (ชื่อเล่นผม) อาม้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน 3 พันบาท ไม่รู้จะหาจากไหนเงินก็ไม่พอใช้จ่าย " อาม้าผมเปรยๆ กับผม คำพูด ความหมายคงประมาณนี้ เพราะผมก็จำไม่ค่อยได้
ผมดัใจมาก แล้วพูด " อาม้ารอเดี๋ยว "
แล้วผมก็วิ่งไปหยิบเงินที่ซ่อนเอาไว้ออกมา 3 พันบาท แต่ยังมีเงินเหลือในกระป๋อง เอามาให้อาม้า และเล่าความจริงให้ฟัง จึงโดนสอนว่าไม่ให้ทำแบบนี้ โดนตีมือไม่กี่ที แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือ
" เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของเด็ก คือเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนก็พอ "
จากนั้นเป็นต้นมา ผมจึงไม่ต้องขโมยเงินอีก เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเด็กที่จะต้องห่วงเรื่องรายได้ รายจ่ายของที่บ้าน " เรียน และประหยัด เท่านั้น ที่เป็นเรื่องของเด็ก "
แก้ข่าวให้เพื่อนผมที่สอนขโมยเงินนะครับ ปัจจุบันเขาเป็นคนดีมาก แต่งงาน มีลูก รักครอบครัว ใจดี มีนิสัยเอื้อเฟื้อ-อารี หาเงินเรียนเองจนจบปริญญาตรี เป็นคนดีในสังคมอีกคนหนึ่ง ไม่เป็นภาระใคร เรื่องในวัยเด็กจะเป็นสิ่งผิดๆ ที่เป็นบทเรียนให้เราสองคนได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัว
เพื่อนๆ ลองนึกดูนะครับว่าเคย " ขโมยเงิน " แบบผมไหม แลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้นะครับ
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
12 กันยายน 2550
เริ่มเรื่องจากผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชวนผมอ่านหนังสือการ์ตูน (เหมือนให้ลองยาเสพติด ยังไงอย่างงั้น) อ่านแล้วก็ติดครับ สนุกมาก แรกๆ เพื่อนผมก็ให้ยืมมาที่บ้าน พอนานๆ เข้า เพื่อนผมก็ไม่ให้อ่านฟรีแล้วครับ (เอาเข้าแล้วครับ พอเราติดการ์ตูน อยากอ่าน ต้องหาเงินมา เหมือนอยากเสพยา ก็ต้องหาเงินมาซื้อ)
ตอนนั้นการ์ตูนเล่มละ 10 บาท เพื่อนผมขายครึ่งราคา 5 บาท ผมจึงอดเงินรายวันเพื่อมาซื้อ แต่ไม่พอครับ เพราะมีการ์ตูนที่อยากอ่านหลายเล่ม เพื่อนผมจึงสอนขโมยเงิน มันง่ายมากครับ (เรื่องเลวๆ มักจะง่ายที่จะปฏิบัติ)
เนื่องจากบ้านผม และเพื่อนผม เป็นร้านขายของโชวห่วยเหมือนกัน ดังนั้นเวลาขายของ ก็ต้องมีการทอนเงิน หมายถึงว่า ผมและเพื่อนมีโอกาสที่จะเปิด-ปิด ลิ้นชักเงินได้อย่างง่ายดาย วิธีขโมย จึงง่ายดายมาก แค่ฉวยโอกาสตอนทอนเงิน ก็นำเงินบางส่วนแอบใส่กระเป๋ากางเกง ผมจึงเลียนแบบ และขโมยอยู่เป็นเดือน ทำให้มีการ์ตูนอ่าน โดยอ้างว่า ยืมมาอ่าน
แต่ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ เพราะมีสิ่งผิดปกติที่อาม้า (คุณแม่ผมเอง คนจีนเรียน อาม้า) จับผิดได้คือ ปกติอ่านจบแล้วต้องคืน แต่นี่ไม่ต้องคืน เหมือนเป็นของผม และมันมากขึ้นๆ จาก 1 ลังเบียร์เป็น 2 ผมจึงถูกเฝ้าติดตาม จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ตามระเบียบครับ โดนไม้ขนไก่ แล้วผมก็หยุดการขโมยเงินไปอีกหลายปี จนกระทั่ง
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเป็นไข้ อาม้าจึงพาไปหาหมอ และผมสังเกตุเห็นนางพยาบาล นำเหรียญบาทมาวางต่อกัน 10 เหรียญ และใช้สก๊อตเทปติดตามแนวตั้ง ทำให้เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมชี้ให้อาม้าดู ว่าแปลกดีน่าทำอย่างนี้บ้าง แต่อาม้าก็อธิบายว่ามันยุ่งยาก นับเป็นถุง ถุงละ 100 บาท สะดวกกว่า
ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ฐานะการเงินที่บ้านไม่ดีนัก ผมมักเห็นมีคนมาทวงเงินที่บ้านบ่อยๆ จึงมีความคิดว่าอยากแอบเก็บเงินในลิ้นชักให้อาม้า ถึงเวลามีคนมาทวงเงินจะได้มีให้เขาได้ (คิดแบบเด็กๆ แต่ก็ถือว่าขโมยเงิน เหมือนกัน) เมื่อคิดได้ก็เริ่มทำครับ แต่คราวนี้ระมัดระวังกว่าคราวที่แล้ว ต้องไม่ถูกจับได้ จึงเริ่มขโมยเงินเป็นเหรียญอย่างเดียว (1 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง)
โดยปกติเวลาเหรียญหมดไม่พอก็ต้องนำแบงค์ร้อย ไปแลกเหรียญ ผมจึงต้องมีเทคนิคแอบไปแลกเงินที่เก็บซ่อนไว้ในกระป๋องโอวัลติน บริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 และแอบวิ่งไปนอกบ้าน ทำทีเป็นว่าไปแลดเงินจริงๆ ส่วนเหรียญที่เก็บไว้มากๆ ในกระป๋อง เสียงจะดังเวลาผมแอบเก็บเงิน หรือนับจำนวนเงิน ผมจึงนำวิธีติดสก๊อตเทปจากร้านคุณหมอมาใช้ จะได้เสียงไม่ดัง
การแอบขโมยเงินคราวนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนั้นเงินจึงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ และก็ไม่พ้นครับ อาม้าผมก็จับได้อยู่ดี แต่คราวนี้อาม้าผมไม่ทำแบบคราวที่แล้ คือมาจับคากระเป๋าที่แอบขโมย เพราะอาม้ารู้ว่าผมนำเงินไปซื้อการ์ตูน แต่คราวนี้ไม่ใช่ อาม้าเห็นว่าเงินถูกเก็บอย่างดี อาม้าจึงอยากรู้ความจริง และอาม้ายังนับเงินมาเรียบร้อย รู้ว่าผมแอบขโมยเงินไว้แล้ว 3 พันกว่าบาท
อาม้าเริ่มบททดสอบ
" ต๋อง (ชื่อเล่นผม) อาม้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน 3 พันบาท ไม่รู้จะหาจากไหนเงินก็ไม่พอใช้จ่าย " อาม้าผมเปรยๆ กับผม คำพูด ความหมายคงประมาณนี้ เพราะผมก็จำไม่ค่อยได้
ผมดัใจมาก แล้วพูด " อาม้ารอเดี๋ยว "
แล้วผมก็วิ่งไปหยิบเงินที่ซ่อนเอาไว้ออกมา 3 พันบาท แต่ยังมีเงินเหลือในกระป๋อง เอามาให้อาม้า และเล่าความจริงให้ฟัง จึงโดนสอนว่าไม่ให้ทำแบบนี้ โดนตีมือไม่กี่ที แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือ
" เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของเด็ก คือเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนก็พอ "
จากนั้นเป็นต้นมา ผมจึงไม่ต้องขโมยเงินอีก เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเด็กที่จะต้องห่วงเรื่องรายได้ รายจ่ายของที่บ้าน " เรียน และประหยัด เท่านั้น ที่เป็นเรื่องของเด็ก "
แก้ข่าวให้เพื่อนผมที่สอนขโมยเงินนะครับ ปัจจุบันเขาเป็นคนดีมาก แต่งงาน มีลูก รักครอบครัว ใจดี มีนิสัยเอื้อเฟื้อ-อารี หาเงินเรียนเองจนจบปริญญาตรี เป็นคนดีในสังคมอีกคนหนึ่ง ไม่เป็นภาระใคร เรื่องในวัยเด็กจะเป็นสิ่งผิดๆ ที่เป็นบทเรียนให้เราสองคนได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัว
เพื่อนๆ ลองนึกดูนะครับว่าเคย " ขโมยเงิน " แบบผมไหม แลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้นะครับ
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
12 กันยายน 2550
วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2550
frame-2 : " ขโมยขนม" เพราะอยากได้ของเล่นที่แถมมากับขนม
สวัสดีครับ ทุกคน บทความในบล๊อกนี้อาจจะดูแนวเขียนแปลกๆ แต่อยากให้ลองอ่านกันครับ เผื่อว่าจะได้ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะผมอยากเปิดใจทั้งสิ่งดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ และสิ่งที่เคยผิดพลาดเพื่อเป็นแนวคิดให้ผู้อ่านครับ
บทความตอนนี้ ผมขอเขียนถึง " การขโมย " เมื่อตอนประถม 5 ผมย้ายมาอยู่กับอาม้า (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) แล้วอยากได้ของเล่นพลาสติก ที่เป็นรถแบบต่างๆ เป็นเรือ เป็นต้น แถมมากับขนมยี่ห้อกูลิโกะ ชอบมากๆ ครับ แต่ราคาค่อนข้างแพง น่าจะ 8-9 บาท อาม้าจึงไม่ยอมให้ พอนานๆ เข้า ความอยากได้ก็มากขึ้น จึงต้อง "ขโมย" แต่เป็นการขโมยของ
เมื่อขโมยขนมที่บรรจุของเล่นอยู่ในกล่องเสร็จ ก็นำขนมพร้อมกล่องไปซ่อนไว้ใต้เตียง ซึ่งภายหลังความจริงก็ถูกเปิดเผย เพราะความลับไม่มีในโลก มีเพียงระยะเวลาเท่านั้น ผมจึงถูกไม้ขนไก่ตามระเบียบ
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีเป็นลักษณะอื่นแทน เช่น ทำงานแล้วค่อยขอขนมหรือสิ่งที่อยากได้ และทำให้ผมพัฒนาตัวเองเป็น ทำของเล่นเอง เมื่ออยากได้อะไร ที่ตัวเองพอทำขึ้นมาได้ จะทำทันที
ในความคิดของผม ในแง่ดีนะครับ ถ้าใครก็ตามที่ได้ผ่าน " ความคิดที่จะขโมย " และถ้ามีโอกาสได้ลงมือมาก็ถือว่าครบสูตร แต่จริงๆ แล้ว แค่ผ่านความคิดก็น่าจะพอ เท่ากับเหมือนเป็นผู้ร้ายเลยนะครับ แต่สิ่งสำคัญคือ ใครคนนั้นสามารถที่จะรู้ว่า " เป็นสิ่งที่ผิด " และจะดีมากๆ ที่นำความผิดพลาดนั้นมาปรับปรุงตัว ก็คงจะกลายเป็น " ผู้ร้ายกลับใจ "
สังคมก็น่าจะได้ บุคคลที่เคยผิดพลาด และปรับปรุงตัวมาร่วมสังคม และผมก็ยังเชื่อ (ในความเห็นส่วนตัวนะครับ) ว่าคนเหล่านี้ที่รู้สำนึกแล้วจะสามารถเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะจะรู้สึกผิดตลอด และอยากลบล้าง-ชดเชย ความผิดตัวเองด้วยการทำดี เหมือนที่ผมได้รับโอกาสจากอาม้า
อ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆ อาจลองนึกดูว่า เคยขโมยของไหม ผมมองว่าอาจเป็นเรื่องผิดพลาด ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่ถ้าเรารู้ว่าผิด และแก้ไขก็พอรับได้
บทความนี้ถ้าพิจารณาแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการแก้ตัว หรืออาจมองได้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเอง หรืออาจทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรืออาจเป็นการมองโลกในแง่ดี หรืออื่นๆ ก็ย่อมได้ครับ ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทุกคน
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
บทความตอนนี้ ผมขอเขียนถึง " การขโมย " เมื่อตอนประถม 5 ผมย้ายมาอยู่กับอาม้า (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) แล้วอยากได้ของเล่นพลาสติก ที่เป็นรถแบบต่างๆ เป็นเรือ เป็นต้น แถมมากับขนมยี่ห้อกูลิโกะ ชอบมากๆ ครับ แต่ราคาค่อนข้างแพง น่าจะ 8-9 บาท อาม้าจึงไม่ยอมให้ พอนานๆ เข้า ความอยากได้ก็มากขึ้น จึงต้อง "ขโมย" แต่เป็นการขโมยของ
เมื่อขโมยขนมที่บรรจุของเล่นอยู่ในกล่องเสร็จ ก็นำขนมพร้อมกล่องไปซ่อนไว้ใต้เตียง ซึ่งภายหลังความจริงก็ถูกเปิดเผย เพราะความลับไม่มีในโลก มีเพียงระยะเวลาเท่านั้น ผมจึงถูกไม้ขนไก่ตามระเบียบ
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีเป็นลักษณะอื่นแทน เช่น ทำงานแล้วค่อยขอขนมหรือสิ่งที่อยากได้ และทำให้ผมพัฒนาตัวเองเป็น ทำของเล่นเอง เมื่ออยากได้อะไร ที่ตัวเองพอทำขึ้นมาได้ จะทำทันที
ในความคิดของผม ในแง่ดีนะครับ ถ้าใครก็ตามที่ได้ผ่าน " ความคิดที่จะขโมย " และถ้ามีโอกาสได้ลงมือมาก็ถือว่าครบสูตร แต่จริงๆ แล้ว แค่ผ่านความคิดก็น่าจะพอ เท่ากับเหมือนเป็นผู้ร้ายเลยนะครับ แต่สิ่งสำคัญคือ ใครคนนั้นสามารถที่จะรู้ว่า " เป็นสิ่งที่ผิด " และจะดีมากๆ ที่นำความผิดพลาดนั้นมาปรับปรุงตัว ก็คงจะกลายเป็น " ผู้ร้ายกลับใจ "
สังคมก็น่าจะได้ บุคคลที่เคยผิดพลาด และปรับปรุงตัวมาร่วมสังคม และผมก็ยังเชื่อ (ในความเห็นส่วนตัวนะครับ) ว่าคนเหล่านี้ที่รู้สำนึกแล้วจะสามารถเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะจะรู้สึกผิดตลอด และอยากลบล้าง-ชดเชย ความผิดตัวเองด้วยการทำดี เหมือนที่ผมได้รับโอกาสจากอาม้า
อ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆ อาจลองนึกดูว่า เคยขโมยของไหม ผมมองว่าอาจเป็นเรื่องผิดพลาด ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่ถ้าเรารู้ว่าผิด และแก้ไขก็พอรับได้
บทความนี้ถ้าพิจารณาแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการแก้ตัว หรืออาจมองได้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเอง หรืออาจทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรืออาจเป็นการมองโลกในแง่ดี หรืออื่นๆ ก็ย่อมได้ครับ ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทุกคน
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550
frame-1 : " โกหก " ความพยายามที่จะทำเลวครั้งแรก เท่าที่จำได้
โดยปกติแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น อยู่กับการชดใช้เวรกรรมที่เคยสร้างไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้ว หรือชาตินี้ อยู่กับการได้รับผล กับสิ่งที่ตัวเองได้เคยทำ ได้สร้างไว้ ตามหลักการทางพุทธศาสนา ซึ่งอันที่จริงแล้ว ผมคิดเอาเองว่า มันเป็นตรรกะของธรรมชาติ ปลูกอะไรย่อมได้สิ่งนั้น
และผมก็ยังมีความเชื่ออีกว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยทำผิด ไม่เคยทำไม่ดี ไม่เคยทำชั่ว แม้แต่ครั้งเดียวในขณะที่ยังมีชีวิต ซึ่งอาจจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ดังนั้นแล้ว ในความคิดของผม มนุษย์ที่ดี มนุษย์ที่ประเสริฐนั้น ไม่ใช่มนุษย์ที่ดีที่สุด ไม่เคยทำผิดเลย ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยคิดเลว หากแต่เป็นมนุษย์ที่ทำเลวน้อยครั้งที่สุดต่างหาก
เปรียบเสมือนหนังสือ ที่ว่า หนังสือที่ดีที่สุด คงไม่มี หากแต่เป็นหนังสือที่มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดต่างหาก
ผมจึงอยากหยิบแง่มุมที่ " อาจจะคิด หรือ เคยทำ ไปในทางไม่ดี " มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ให้กับผู้อ่านได้ลองนำไปพิจารณา วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จนตกผลึกทางด้านทัศนคติ และอาจจะนำไปปรับใช้ หรือเป็นข้อคิด หรือเป็นอุทธาหรณ์ หรืออะไรก็ได้ ที่จะพอเกิดประโยชน์กับคุณ
ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่ม บทความแรกคือ " ความพยายามที่จะทำเลวครั้งแรก เท่าที่จำได้ " เลยนะครับ
" โกหก " ครับ ผมจำความตอนเล็กๆ คงไม่ค่อยได้ อาจต้องค้นหาความทรงจำ เอาเป็นว่าเริ่มจากที่พอจะจำได้ ผมต้องการหนีคุณแม่ไปเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ในซอยแถวบ้าน ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ผมจึงต้องโกหกเพื่อจะไปเล่นให้ได้ จำไม่ได้ว่าโกหกด้วยเหตุผลอะไร รู้แต่ว่า " โกหก " แน่นอน
การหนีไปเล่นฟุตบอล ทำให้ต้องโกหก และทำให้งานที่ควรทำก็ไม่ได้ทำ ถือว่าทิ้งงาน และผมก็ยังทำบ่อยๆ หนีไปเล่นฟุตบอลบ่อยๆ คุณแม่ต้องถือไม้ขนไก่ไปไล่ตีผม ให้กลับบ้าน เพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ ต้องมีคนเฝ้าร้าน ของในร้านจะได้ไม่หาย
ผมคิดว่า มนุษย์เราต้องเคยโกหกกันมาก่อน ไม่ว่าจะโกหกเพื่ออะไรก็ตาม โกหกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โกหกเพื่อให้ร้ายผู้อื่น โกหกเพื่อให้คนเข้าใจกัน โกหกเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจ โกหกเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น หรือโกหกเพื่อให้ทุกอย่างเลวร้าย
ดังนั้นแล้วถ้าจะต้องโกหก ถ้าจะต้องเป็นคนไม่ดีที่ต้องโกหก ขอให้เป็นการโกหกเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ น่าจะดีกว่าให้ร้ายคนอื่น ผมจะลองยกตัวอย่างการโกหกในลักษณะนี้ของผมให้ได้อ่านกัน
" ไม่เจ็บครับ " ทั้งๆ ที่เจ็บจะตาย " ไม่เหนื่อยครับ " ทั้งๆ ที่เหนื่อย เพื่อให้คนที่ถามได้สบายใจ
แล้วเพื่อนๆ เคยโกหกมากน้อยแค่ไหน โกหกเพื่ออะไรกันบ้างครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
10 สิงหาคม พ.ศ.2550
และผมก็ยังมีความเชื่ออีกว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยทำผิด ไม่เคยทำไม่ดี ไม่เคยทำชั่ว แม้แต่ครั้งเดียวในขณะที่ยังมีชีวิต ซึ่งอาจจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ดังนั้นแล้ว ในความคิดของผม มนุษย์ที่ดี มนุษย์ที่ประเสริฐนั้น ไม่ใช่มนุษย์ที่ดีที่สุด ไม่เคยทำผิดเลย ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยคิดเลว หากแต่เป็นมนุษย์ที่ทำเลวน้อยครั้งที่สุดต่างหาก
เปรียบเสมือนหนังสือ ที่ว่า หนังสือที่ดีที่สุด คงไม่มี หากแต่เป็นหนังสือที่มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดต่างหาก
ผมจึงอยากหยิบแง่มุมที่ " อาจจะคิด หรือ เคยทำ ไปในทางไม่ดี " มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ให้กับผู้อ่านได้ลองนำไปพิจารณา วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จนตกผลึกทางด้านทัศนคติ และอาจจะนำไปปรับใช้ หรือเป็นข้อคิด หรือเป็นอุทธาหรณ์ หรืออะไรก็ได้ ที่จะพอเกิดประโยชน์กับคุณ
ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่ม บทความแรกคือ " ความพยายามที่จะทำเลวครั้งแรก เท่าที่จำได้ " เลยนะครับ
" โกหก " ครับ ผมจำความตอนเล็กๆ คงไม่ค่อยได้ อาจต้องค้นหาความทรงจำ เอาเป็นว่าเริ่มจากที่พอจะจำได้ ผมต้องการหนีคุณแม่ไปเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ในซอยแถวบ้าน ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ผมจึงต้องโกหกเพื่อจะไปเล่นให้ได้ จำไม่ได้ว่าโกหกด้วยเหตุผลอะไร รู้แต่ว่า " โกหก " แน่นอน
การหนีไปเล่นฟุตบอล ทำให้ต้องโกหก และทำให้งานที่ควรทำก็ไม่ได้ทำ ถือว่าทิ้งงาน และผมก็ยังทำบ่อยๆ หนีไปเล่นฟุตบอลบ่อยๆ คุณแม่ต้องถือไม้ขนไก่ไปไล่ตีผม ให้กลับบ้าน เพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ ต้องมีคนเฝ้าร้าน ของในร้านจะได้ไม่หาย
ผมคิดว่า มนุษย์เราต้องเคยโกหกกันมาก่อน ไม่ว่าจะโกหกเพื่ออะไรก็ตาม โกหกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โกหกเพื่อให้ร้ายผู้อื่น โกหกเพื่อให้คนเข้าใจกัน โกหกเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจ โกหกเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น หรือโกหกเพื่อให้ทุกอย่างเลวร้าย
ดังนั้นแล้วถ้าจะต้องโกหก ถ้าจะต้องเป็นคนไม่ดีที่ต้องโกหก ขอให้เป็นการโกหกเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ น่าจะดีกว่าให้ร้ายคนอื่น ผมจะลองยกตัวอย่างการโกหกในลักษณะนี้ของผมให้ได้อ่านกัน
" ไม่เจ็บครับ " ทั้งๆ ที่เจ็บจะตาย " ไม่เหนื่อยครับ " ทั้งๆ ที่เหนื่อย เพื่อให้คนที่ถามได้สบายใจ
แล้วเพื่อนๆ เคยโกหกมากน้อยแค่ไหน โกหกเพื่ออะไรกันบ้างครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
10 สิงหาคม พ.ศ.2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม 10 อันดับแรก
-
ผมหายไปนานเลยครับกับบทความในบล็อกนี้ "ความพยายามที่จะเลว" ครั้งนี้ ผมขอพิมพ์บทความ ที่ผมคิดว่า ตอนสมัยที่ทุกคนเป็นเด็ก อาจจะมีสักค...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกกับเนื้อหา "ความผิดพลาด" ที่ผมจะทยอยพิมพ์บทความให้อ่าน เพื่อหวังว่า อาจจะเป็นประโยชน์กับใคร แม้แต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ผมเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิตช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่ติดตาผม มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของอาป๊า (คุณ...
-
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาคือเป็นการพูดโกหก ขโมยขนม และขโมยเงิน แต่บทความคราวนี้เริ่มมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากอาม้าผมแล้ว คือก...
-
โดยปกติแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น อยู่กับการชดใช้เวรกรรมที่เคยสร้างไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้ว หรือชาตินี้ อยู่กับ...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคน บทความคราวนี้ผมขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กของผมอีกครั้ง สมัยมัธยม 2 ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างแน่ใจว่า เหต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้อ่านบทความพยายามที่จะเลวของผม ซึ่งก็เป็นบทความที่ผมคิดว่า คงจะเกิดขึ้นกับหลายๆ คน เพื่อนๆ เคยขับรถแล้วเกิดอุบัติเหต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้ติดตามอ่านบทความแปลกๆ ของผมในบล็อกนี้นะครับ ซึ่งในครั้งนี้ ผมจะนำเรื่องขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาเล่าให้ฟ...
-
สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ลองติดตามอ่านบทความที่ดูจะเครียดๆ ของผม "ความพยายามที่จะเลว" คราวนี้ผมขอเขียนบทความที่ผมคิดว่า ใครที่เคยขับ...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้เกี่ยวกับ "การลอกข้อสอบ" ผมอยากถามเพื่อนๆ ว่า เคยลอกข้อสอบไหม เคยลงมือทำไหม เคยคิดจะทำไหม หรือว่า ไ...