ผมคิดว่ามนุษย์เราทุกคน ย่อมมีประสบการณ์ที่ดี และไม่ดีผ่านเข้ามาในชีวิต ลองอ่านบทความ "ความพยายามที่จะเลว" กันนะครับ ขอบคุณครับ
วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551
frame-9 : ผมเคยนอนหลับน้ำลายยืด ขณะเรียนพิเศษ จนโดนไล่ จึงโดดเรียนไม่เข้าเรียนอีกเลย
ผมเป็นคนไม่ชอบเดินทาง ไม่ชอบแต่งตัว ผมชอบใส่กางเกงขาสั้น ก็กางเกงนักเรียนนั่นแหล่ะครับ ผมใส่กางเกงถูกระเบียบ จึงยาวเท่าหัวเข่า แต่พอผมใส่ไปก็ดูไม่เรียบร้อย จบข้ออ้างแรกแล้วนะครับ ที่ทำให้ผมไม่อยากไปโรงเรียนสอนพิเศษ
ข้ออ้างที่สองคือ ผมเป็นคนนอนหลับง่ายมากๆ เคยนอนหลับบนรถเมล์ แล้วเวลารถเบรค ก็กลิ้งจากเก้าอี้ ลงพื้นรถเมล์เลย ยิ่งพอมาเรียนวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ยิ่งแล้ว โอกาสที่ผมจะง่วงหลับก็ยิ่งมีสูง ดังนั้น พอคุณครูเริ่มสอน ผมนั่งติดกับกำแพง ที่มีผ้าม่าน เริ่มฟัง ก็เริ่มไม่รู้เรื่อง (ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะสอนเท่าไหร่ ผมก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ) เริ่มเบื่อ และก็เริ่มง่วงนอน แล้วผมก็หลับไป
ในที่สุด ผมก็ตื่นขึ้น เพราะมีอะไรก็ไม่รู้โดนที่หัวของผม ไม่เจ็บหรอกครับ แต่ก็แบบรู้สึกว่าแรงนิดหน่อย เท่านั้นเอง พอตื่นก็พร้อมๆ กับต้อง ซื้ดนำลายเข้าปาก เดี๋ยวหกเลอะเทอะ จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าชั้นครับ
"ไอ้แว่น เป็นไง ตื่นยัง"
"ถ้าตื่นแล้ว ไม่อยากเรียน ก็ออกไปนอกห้อง ไป"
เข้าล็อคเลยครับ ผมนึกในใจ ไม่อยากเรียนอยู่แล้ว แถมว่าอย่างนี้ อายเพื่อนๆ ด้วย รีบออกดีกว่า
เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่า ในชีวตของผม ผมเรียนพิเศษครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 (แล้วผมจะเขียนบทความของการเรียนครั้งแรกให้ได้อ่านกัน แย่พอๆ กัน ไม่ได้ต่างกันหรอกครับ) มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ในเทอมแรกนี้ พอถึงวันหยุด ผมต้องออกจากบ้าน แล้วไม่ได้เข้าเรียน ไม่อยากเข้า ไปเดินเที่ยวแถวสนามหลวงตลอดทั้งเทอม ทำให้ผมรู้จักถนนหนทาง แถวสนามหลวงเป็นอย่างดี
การเรียนพิเศษครั้งนี้ของผม ทำให้ผมต่อต้านการเรียนพิเศษทุกวิชา และการเป็นแรงผลักดันให้ผมสามารถเอาชนะตัวเองได้ เท่าที่ผมอยากจะเลือก ผมเรียนพิเศษไม่รู้เรื่อง เวลาเรียนเหมือนเราเป็นคนโง่ ไม่เอาไหน ไม่เข้าใจ ทำไมวิชาฟิสิกส์ถึงยากอย่างนี้ ม.4 เทอม 1 ผมได้เกรด 0 เป็นตัวเดียวในชีวิต ม.ต้น-ม.ปลาย ของผมที่ได้เกรด 0
แต่ในที่สุดแล้ว ผมก็ได้เกรด 3-4 ในเทอมที่ 2 และในอีก 2 ปีต่อมา ทั้ง 4 เทอม ผมศึกษาและอ่านหนังสือเองทั้งหมด คิดค้นวิธีลัดอีกหลายสูตร ผมสอบติดเรียนภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ที่ พระจอมเกล้า ธนบุรี ผมเคยสอบได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ของคณะวิทยาศาสตร์ ผมเรียนจนจบภาคสวิชาฟิสิกส์ตามเกณฑ์ และตอนนี้ ผมก็เชื่อมั่นว่า ฟิสิกส์อยู่ในใจผม รอบๆ ตัวผมคือ ฟิสิกส์ ครับ
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
6/10/2551
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551
frame-8 : ผมเคยชนสุนัข ด้วยการตัดสินใจไม่เหยียบเบรค
สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ลองติดตามอ่านบทความที่ดูจะเครียดๆ ของผม "ความพยายามที่จะเลว" คราวนี้ผมขอเขียนบทความที่ผมคิดว่า ใครที่เคยขับรถ อาจจะต้องเคยผ่านประสบการณ์นี้ เพียงแต่ว่าที่ผมนำเหตุการณ์นี้มาให้ทุกคนอ่าน ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า เสี้ยววินาทีของการตัดสินใจของคนเรา ก็ต้องเลือกระหว่าง "ตัวเรา" หรือ "อีกชีวิต"
คืนนั้นผมกำลังเดินทาง เพื่อไปรับแฟนที่จังหวัดกาญจนบุรี กลับบ้าน เนื่องจากเธอไม่อยากค้างคืนที่รีสอร์ท ผมจำได้ว่ามันดึกมากแล้วครับ น่าจะสัก 3 ทุ่มได้ ขณะที่ผมกำลังจะข้ามสะพานข้ามคลองที่ใหญ่พอสมควร แต่ไม่น่าจะเป็นแม่น้ำนะครับ คงอีกสักราวๆ 50 เมตรได้ ก็จะถึงคอสะพาน
ก็มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาถึงกลางถนน ซึ่งจากประสบการณ์ของผม สุนัขมักจะวิ่งมาถึงกลางถนนแล้วชอบหยุด และก็เป็นเหตุทำให้รถชนสุนัขตายกลางถนน ที่เราเห็นๆ กัน เหตุการณ์นี้ผมพึ่งเคยประสบครั้งแรก ผมตกใจมาก ผมเคยแต่เห็นไกลๆ ส่วนใหญ่จะเบรคทัน แต่ครั้งนี้ในสมองผมสั่งการหลายอย่างครับ
- ถ้าผมเบรค รถข้างหลังที่ตามมาไม่ไกล อาจชนรถผม และผมก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ผมมมต้องไปรับแฟน (ความคิดตรงนี้ คงมองได้ไม่อยาก คงเป็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ต้องเลือกตัวเองก่อน ความรู้สึกของผมคือ ผมต้องเลือกอย่างนั้น จริงๆ)
- ถ้าผมเบรค แล้วหักรถหลบ (เพราะส่วนตัวมีนิสัยชอบเบรค และหักรถหลบ) อาจจะบังคับรถไม่อยู่แล้วอาจจะชนคอสะพาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มันคาดเดาไม่ถึง พูดง่ายๆ คือ ห่วงข้างหน้า หลังจากที่ห่วงข้างหลังไปแล้ว
- ผมตกใจจึงสาดไฟสูงเข้าใส่สุนัขตัวนั้น ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเป็นใครก็คงต้องทำแบบนี้ (แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว ผมขอแนะนำคนที่ขับรถ แล้วจะไปเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยว่า อย่าไปสาดไฟสูงใส่สุนัข เพราะมันจะชะงัก แล้วมันก็จะหยุดให้เราชน) มันชะงักครับ ผมตกใจรอบสอง ผมหยุดเปิดไฟสูง เปลี่ยนเป็นกดแตรรถ ได้ผลครับ มันขยับตัว แต่ก็ (มันคงเป็นธรรมชาติของสุนัขที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ คือมันจะวิ่งกลับไปทางเดิม เหมือนจะลังเลใจ อะไรทำนองนั้น) มันกลับไปทางเก่าครับ คือสุนัชพุ่งมาจากทางด้านซ้าย มันชะงักแล้วจะกลับไปทางซ้าย ผมแตะเบรคนิดนึงเพื่อลดความเร็วครับ
- แต่ผมต้องประคองรถ จึงไม่ได้เบรคจนสุดๆ แล้วผมก็เบี่ยงรถไปทางซ้าย แต่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาทางเดิม ผมชนเจ้าสุนัขตัวนั้น แบบเฉียดๆ เพราะผมพยายามเบี่ยงรถกลับมาบนถนนเหมือนเดิม
- แต่เสียงร้องของสุนัขตัวนั้น นะซิครับ ผมได้ยินชัดเจน ผมไม่ได้ทับเขา แต่ชนแน่นอน อยู่ที่ว่าชนอะไร ชนขา ขนก้น แต่ก็คือ ชนอยู่ดีครับ
คืนนั้นผมก็ยังคงต้องขับรถไปรับแฟน ผมไม่ได้หยุดดูมันเลย เพราะมันดึกมาก ทางก็ไม่เคยไป แผนที่ก็ไม่ละเอียด ยังต้องหาทาง ครับ เหตุผลสารพัด ผมคิดว่า มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งที่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ ณ ตอนนั้น ผมทำได้แค่นั้น ถ้าเป็นปัจจุบัน ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะผมขับรถไม่ได้ แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังขับรถได้ ผมก็คงแนะนำได้แค่ว่า อย่าขับรถเร็ว จะได้เบรคทัน (ตอนนั้นดึกแล้ว หาทางด้วย ผมคงขับสัก 60-80 km./ ชั่วโมง) ถ้าเจอสุนัขข้ามถนนก็อย่าเปิดไฟใส่ ให้มันเดดินไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้าย ถ้าไม่ได้ชนสุนัข ก็จะรู้สึกดีครับ แต่ถ้าชน ก็ต้องคิดละครับ แล้วแต่คนครับ
บางคนก็รีบโทษสุนัขให้ความผิดอยู่ที่มัน จะได้รู้สึกสบายใจ บางคนก็รู้สึกผิดที่ชนมัน จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ผมว่าบางคนอาจจะเฉยๆ เลยเพราะชนบ่อย
ที่ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้ได้อ่านกัน เพราะอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบว่า เสี้ยววินาทีนั้นถึงผมจะเหยียบเบรคแล้ว แต่ผมก็รู้แก่ใจว่า ผมไม่ได้เหยียบเบรคจนสุด เพื่อหยุดรถ เพียงเพราะเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง ผมคิดว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเราครับ
ขอบคุณครับ (พิมพ์ไปก็เครียดไป ขอโทษที่ทำให้เครียดไปด้วยนะครับ)
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
28/4/2551
วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551
frame-7 : ผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิต ที่ผมตบหน้า
ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน ถ้าจะต้องเชื่อว่า ใครผิดหรือถูก ผมจะให้เครดิตผู้หญิงมากกว่า เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบมากกว่าชาย ผู้หญิงอดทนกว่าผู้ชาย และผู้หญิงรักลูก รักบุพการี มากกว่าผู้ชาย และผมก็ยังบอกกับตัวเองอีกว่า "ผมจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งในโลกนี้ ที่ไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ลงไม้ลงมือผู้หญิง"
แต่ในที่สุด ผมก็ต้องผิดสัญญากับตัวเอง หลังจากนั้นอีก 8 ปี ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ปีสุดท้ายที่บางมด ในขณะที่น้องสาวคนเล็กอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย วันนั้นเป็นวันปกติ ที่น้องสาวผมยังอยู่ในชุดนักเรียน น่าจะพึ่งกลับจากโรงเรียน แต่วันนั้นผมเฝ้าบ้าน เพราะปี 4 มีชั่วโมงเรียนน้อย ผมจำได้ว่าน้องสาวผมกำลังอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ตัวเองคิดเอง เออเอง ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม และวันนั้น "อาม้า" ก็ไม่อยู่บ้าน แต่น้องสาวคนรองก็อยู่ด้วย
น้องคนรองรีบให้ผมไปดูน้องเล็ก ไม่รู้เป็นอะไร จะเก็บเสื้อผ้า ออกไปจากบ้าน แม่ก็ไม่อยู่ จะทำยังไงดี
ผมเจอน้องเล็กที่กำลังลงมาถึงชั้นล่าง ขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พูดคุยกันเท่าไหร่ ก็ไม่ดีขึ้น น้องเล็กจะไปท่าเดียว ผมในฐานะพี่คนโต คงต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงลาก (ลากจริงๆ นะครับ เพราะน้องเล็กฝืนตัวมากๆ) น้องเล็กเข้าไปไว้ในห้องน้ำ แล้วก็ล็อกห้องน้ำ เพื่อรอให้อาม้ากลับมาจัดการกับความบ้าแบบไม่เป็นเรื่องของน่องเล็กตัวแสบ ที่ผมคิดเอาเองว่า กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น สงสัยอยากมีปัญหา เดี๋ยวไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ตามหนัง-ละคร
แต่ว่าน้องผมไม่หยุด เสียงตะโกนดังมากขึ้น โวยวายมากขึ้น ในขณะที่บ้านผมก็เป็นร้านขายวัสดุ-อุปกรณ์เกี่ยวกับงานช่าง จึงมีลูกค้ามาซื้อของตลอด ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในห้องน้ำ และก็อบรมแบบใช้เสียงตะโกนแข่งกันกับน้องสาว แต่น้องก็ไม่หยุด ผมตัดสินใจเปิดฝักบัวให้รอที่ศีรษะของน้อง แต่ก็ไม่เป็นผล ผมก็เปียกด้วย ผมจึงตัดสินใจอีกครั้ง "ผมกระชากคอเสื้อ" น้องและอัดตัวน้องให้ติดกำแพง แล้วบอกให้หยุด ตลอดเวลาก็สั่งสอนด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ พร้อมกับตะโกนไปในตัว เพราะต้องตะเบงเสียงแข่งกัน แต่ไม่เป็นผล ในที่สุด "ผมตบหน้า" น้องสาวคนเล็กของผมเตมแรง 1 ครั้ง
เสี้ยววินาทีนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เงียบกัน แต่สายตาของน้องสาวผมมองผมแบบโกรธมาก แต่ผมถือว่าผมทำดีที่สุดได้แค่นี้ น้องดูจะสงบลง เพราะน้องก็คงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ผมเองหลังจากล็อกห้องน้ำ ก็น้ำตาไหล ไม่รู้ทำไปได้ยังไง แต่มันเป็นวิธีเดียวในตอนนั้นที่คิดออก จริงๆ แล้วผมซีเรียสกับเหตุการณ์นั้นอยู่หลายวัน จนคุณป้าที่อยู่ติดกันข้างบ้าน มาคุยกับอาม้าผมว่า "ทำดีแล้ว" รักน้องก็ต้องตี ถ้าห้ามไม่ได้ ถ้าปล่อยออกจากบ้านไปไม่รู้จะเป็นอย่างไร
ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แต่เหตุการณ์ที่ผมตบหน้าน้องสาวตัวเองนั้น ทุกวันนี้ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา ผมเคยตั้งใจไว้เลยว่า "ไม่ว่าน้องของผมคนนี้ จะทำอะไรกับผม ผมจะยอมรับสภาพ ผมจะให้อภัยทุกเรื่อง เพราะผมได้เคยทำร้ายเขา" และน้องสาวของผมก็คงจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตนี้ที่ผมได้ทำร้ายด้วยการ "ตบหน้า" ซึ่งถ้าผมหาวิธีการอื่นก็น่าจะดีกว่านี้
ผมอยากให้เพื่อนที่ได้อ่านบทความนี้ ก็ลองเอาเรื่องราวของผมเป็นกรณีศึกษานะครับ ลองคิดดูว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม จะใช้วิธีอื่นได้ไหม แต่ดีที่สุดก็อย่ามาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็จะดีนะครับ
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
17/4/2551
วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551
frame-6 : ผมเคยแกล้งหลับ เพื่อให้ได้นั่งบนรถเมล์
วันที่เกิดเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกเกลียดตัวเอง สำหรับเรื่องนี้ ก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี หรือที่เรียกกันว่า บางมด แต่บ้านของผม ณ ขณะนั้นประมาณตอนปี 2 อยู่แถวตลาดศรีเขมา (ซึ่งอยู่ใกล้กับ วัดสร้อยทอง หรือ สะพานพระราม 6) หรือถ้าจะให้รู้จักกันง่ายขึ้นคือ แถวๆ บางโพ ครับ ที่ต้องบอกที่ตั้งก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า บ้านของผมอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย พอสมควรครับ
ถ้าผมจำไม่ผิดวันนั้นผมมีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย และผมก็รู้สึกเหนื่อยมากกว่าทุกวัน ผมขึ้นรถเมล์สาย 21 ที่หน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็ถือว่าต้นทางเหมือนกัน ก็คือได้นั่งเป็นส่วนใหญ่ละครับ แต่โดยปกติสำหรับผมแล้วก็นั่งได้แค่พักเดียว ไม่นาน สาเหตุเพราะเส้นทางที่รถเมล์สาย 21 ผ่านนั้น มีทั้ง ร.ร.พาณิชย์ ร.ร.ประถม-มัธยม และชุมชนมากมาย แต่วันนั้นความรู้สึกของผมคือ ผมเหนื่อยมาก ผมอยากใช้สิทธิ์ของผมที่ได้นั่งก่อน และจะนั่งจนกว่าจะลง หรือาจจะเรียกได้ว่าวันนั้น ผมอยากเป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง สักวันหนึ่ง และเป็นวันเดียวในชีวิตจริงๆ ครับ
ปกติผมเป็นคนที่นอนหลับง่ายมากๆ แม้แต่ในรถเมล์ คือหลับจริงๆ วันนั้นผมพยายามที่จะนอน แต่ว่าวันนั้นทั้งๆ ที่เหนื่อย พยายามเท่าไหร่ร่างกายผมก็ไม่นอนหลับซะที เพราะขณะที่ผมหลับตา ผมได้ยินเสียงของเด็กๆ ได้ยินเสียงผู้หญิง ผมอยากลุกให้ทุกคนนั่ง เหมือนปกติที่ผมทำประจำ แต่อีกใจก็บอกตัวเองว่า "ก็อยากจะนั่งบ้าง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ผิดอะไร" ผมจำได้ดีว่า วันนั้นผมไม่มีความสุขเลย ตลอดเวลาที่ผมหลับตา ผมถามตัวเองตลอดว่า "ทำไมผมถึงทำอย่างนี้" ในที่สุดผมก็ตัดสินใจตื่นก่อนถึงป้ายรถเมล์เป้าหมายที่จะลงประมาณ 2-3 ป้ายรถเมล์
ผมอายตัวเองมากๆ ผมลงจากรถทันที เพราะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ผมเดินไปเรื่อยๆ เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 49 แถวเยาวราช ใกล้วงเวียน 22 แล้วผมก็สัญญากับตัวเองว่า "ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วตลอดชีวิต" จากวันนั้นมา บ่อยครั้งที่กระเป๋ารถเมล์จะเดินมาถามผมว่า "มีที่ว่างนะครับ/ ค่ะ" คำตอบคือ "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวก็ต้องลุกอยู่ดี" ซึ่งทุกๆ วัน ผมก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ
ยังโชคดีนะครับ ที่ผมยังให้โอกาสตัวเองในการชดเชยการกระทำที่แย่ๆ วันนั้น และก็ขอบคุณตัวเองที่ได้ลองแก้ไขปรับปรุงตัว และรู้ว่าความถูกต้องคืออะไร ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นคน ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นผู้ชาย และผมควรทำอะไรในฐานะที่เป็นคนไทยในสังคม
ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
16/4/2551
บทความที่ได้รับความนิยม 10 อันดับแรก
-
ผมหายไปนานเลยครับกับบทความในบล็อกนี้ "ความพยายามที่จะเลว" ครั้งนี้ ผมขอพิมพ์บทความ ที่ผมคิดว่า ตอนสมัยที่ทุกคนเป็นเด็ก อาจจะมีสักค...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกกับเนื้อหา "ความผิดพลาด" ที่ผมจะทยอยพิมพ์บทความให้อ่าน เพื่อหวังว่า อาจจะเป็นประโยชน์กับใคร แม้แต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ผมเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิตช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่ติดตาผม มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของอาป๊า (คุณ...
-
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาคือเป็นการพูดโกหก ขโมยขนม และขโมยเงิน แต่บทความคราวนี้เริ่มมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากอาม้าผมแล้ว คือก...
-
โดยปกติแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น อยู่กับการชดใช้เวรกรรมที่เคยสร้างไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้ว หรือชาตินี้ อยู่กับ...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคน บทความคราวนี้ผมขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กของผมอีกครั้ง สมัยมัธยม 2 ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างแน่ใจว่า เหต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้อ่านบทความพยายามที่จะเลวของผม ซึ่งก็เป็นบทความที่ผมคิดว่า คงจะเกิดขึ้นกับหลายๆ คน เพื่อนๆ เคยขับรถแล้วเกิดอุบัติเหต...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้ติดตามอ่านบทความแปลกๆ ของผมในบล็อกนี้นะครับ ซึ่งในครั้งนี้ ผมจะนำเรื่องขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาเล่าให้ฟ...
-
สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ลองติดตามอ่านบทความที่ดูจะเครียดๆ ของผม "ความพยายามที่จะเลว" คราวนี้ผมขอเขียนบทความที่ผมคิดว่า ใครที่เคยขับ...
-
สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้เกี่ยวกับ "การลอกข้อสอบ" ผมอยากถามเพื่อนๆ ว่า เคยลอกข้อสอบไหม เคยลงมือทำไหม เคยคิดจะทำไหม หรือว่า ไ...