แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรีดา ลิ้มนนทกุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรีดา ลิ้มนนทกุล แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

frame-13 : หนีออกจากบ้าน ความคิดที่ผมคิดว่าตอนเด็ก หลายคนคงเคยคิด

ผมหายไปนานเลยครับกับบทความในบล็อกนี้ "ความพยายามที่จะเลว" ครั้งนี้ ผมขอพิมพ์บทความ ที่ผมคิดว่า ตอนสมัยที่ทุกคนเป็นเด็ก อาจจะมีสักครั้งที่มีความคิดหนีออกจากบ้าน ซึ่งการที่เด็กคนหนึ่งจะหนีออกจากบ้านได้ ต้องมีมูลเหตุที่ใหญ่พอสมควร ถึงจะมีความคิด และกล้าที่จะหนีออกจากบ้าน งั้นเริ่มเรื่องเลยนะครับ

ปกติตั้งแต่ 10 ขวบ ผมจะช่วยอาม้า (คุณแม่) ขายของที่ร้านอยู่แล้วทุกวัน ตอนนั้นประมาณ ป.6 11 ขวบได้แล้วครับ ผมกำลังเทน้ำส้มไบเล่ (จำแม่นเลยครับ) ใส่ในถุง พอดีมีมดคันไฟมันกัดนิ้ว อารามตกใจ ผมปล่อยขวดไบเล่ ลงพื้น เสียงขวดแตกดัง จนพอที่อาม้าจะได้ยิน แล้ววิ่งออกมาจากหลังบ้าน ขายให้ลูกค้าเสร็จ ก็โดนบ่นชุดใหญ่ ว่าไม่มีความอดทน ก้มหน้า + น้อยใจ + เครียด ทำให้เริ่มมีความคิดแปลกๆ

"หนี" "ต้องหนีออกจากบ้าน" "ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหว"

ทำไมนะ เราถึงผิดตลอด พยายามจะเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ คนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันฟัง จึงหาวิธีอธิบายความรู้สึกว่า
  • สมมุติว่า ผู้ใหญ่วางแก้วน้ำแบบหมิ่นเหม่ที่มุมขอบโต๊ะ แล้วผมเดินมาชนแตก ก็คงว่าผมซุ่่มซ่าม
  • แต่ถ้าผมเป็นคนวาง ผู้ใหญ่มาชน ผมคงโดนว่า วางแก้วน้ำไม่เป็นที่เป็นทาง อยู่ดี สรุปว่าเด็กผิดตลอด

ยังไงซะเราต้องหนีออกจากบ้านให้ได้ ติ๊ก....ต๊อก.....ติ๊ก...ต๊อก..... คิดๆ แล้วก็คิด ปิ๊ง...... อย่างอื่นไม่ห่วง ตัวผมขยันอยู่แล้ว ทำอาชีพอะไรก็ได้ แต่ก็ต้องีเงินทุน เพื่อไปหาที่พัก ไปซื้อของ ซื้อของกิน แล้วเราต้องมีเงินเท่าไหร่ดีละ 500 บาทเป็นไง สำหรับผมตอนนั้น 500 บาท เยอะมาก น่าจะเอาตัวรอดได้ ความรู้สึกนี้ของผมยังคงอยู่ ผมรอวันหนีออกจากบ้าน

แล้วในที่สุด เวลาที่รอคอยกำลังใกล้เข้ามาแล้ว อดทนอีกนิด

ผมป่วยจนได้ครับ ตอนนั้นมีหัดกำลังระบาด ผมเป็น "หัดเยอรมัน" ครับ คันมากเลยครับ เป็นตุ่มแดงด้วยครับ อาม้าก็พาผมไปหาหมอครับ ต้มข้าวต้มให้กินครับ ดูแลผมเป็นพิเศษครับ ทุกอย่างดำเนินไป โดยที่ผมก็คิดว่า เพื่อนๆ คงทราบดีว่า เวลาเราป่วย เราจะกลายเป็น VIP ขึ้นมาทันที (ส่วนใหญ่นะครับ) ระหว่างที่ป่วยนี้ หยุดคิดหนีออกจากบ้านก่อนนะครับ

ตกดึก อาม้าหลับไปแล้ว แต่ผมยังไม่หลับ คันมากเลยครับ เกาอย่างเมามัน มีออกเสียงไปด้วย จนอาม้าตื่น และห้ามผมเกา ผมบอกว่าคันมาก อาม้าลากผมเข้าไปกอด ล็อคมือ ล็อคเท้าไว้ ทำเหมือนผมเป็นหมอนข้าง อาม้าชอบนอนกอดหมอนข้าง

แล้วบอกผมว่า "อย่าไปนึกว่าคันสิ"
ผมถามว่า "ม้าไม่กลัวติดหัดเยอรมันเหรอ"
ม้าตอบว่า "ไม่ติดหรอก ม้าเป็นผู้ใหญ่"

จากนั้นผมก็คิดอะไรไปเรื่อย ไม่ได้นึกถึงอาการคัน กลัวแต่ว่าอาม้าจะติดหัด แล้วจะทำยังไงดีละเนี่ย คิดนู่นคิดนี่ จนหลับไป

แต่ที่แน่ๆ นะครับ ตอนนี้ผมไม่มีความคิดที่จะ "หนีออกจากบ้าน" อีกแล้วครับ

เพื่อนๆ เคยคิดหนีออกจากบ้านไหม ลองดูสิ แล้วจะรู้ว่าได้อะไรเยอะเลย เพราะต้องเตรียมการพอสมควรครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
13/3/2553

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

frame-12 : คุณเคย "เฉี่ยวแล้วหนี" ไหม ผมว่าเหตุการณ์ของผมน่าจะใช่นะครับ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้อ่านบทความพยายามที่จะเลวของผม ซึ่งก็เป็นบทความที่ผมคิดว่า คงจะเกิดขึ้นกับหลายๆ คน เพื่อนๆ เคยขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ และเป็นฝ่ายผิด และหนี ไหมครับ ของผมก็ไม่ถึงกับชนหรอกครับ แค่ "เฉี่ยว" เท่านั้น เหตุการณ์บังคับคราวนี้ เป็นอย่างไร ตามอ่านกันได้เลยครับ

ผมเคยไปติดต่องานที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งถ้าใครหลายๆ คนเคยต้องขับรถไปเอง แล้วต้องเข้าไปจอดรถในลานจอดรถของสนามบินดอนเมือง จะทราบเลยว่า รถเยะมากๆ จะว่าแน่นก็น่าจะได้ การจอดซ้อน หรือจอดขวาง ก็มีมากมาย บางที ที่ไม่พอ จอดขวาง 2 ด้านเลยก็มี พอจะเห็นภาพแล้วนะครับว่า จะเกิดการเฉี่ยวอย่างไร

ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรถวอลโว่ กลางเก่ากลางใหม่ในตอนนั้น (เรื่องราวก็เป็น 10 ปีแล้วละครับ) จอดขวางอยู่ ที่แคบมากๆ ผมก็พยายามแล้ว ก็จนได้ เฉี่ยวรถเขาเลย แบบว่าเฉี่ยวจนรู้สึกว่าโดนนะครับ สีติดรถเลยครับ ดูผิวเผินก็ไม่บุบ แต่ถ้าดูด้านข้างก็ไม่เรียบละครับ ดูยังไงก็ไม่ปกติ ก็ถือว่าเป็นอุบัติเหตุเฉี่ยวชนนั้นแหล่ะครับ (พูดตามประกันภัยนะครับ)

แต่ผมก็รีบ จึงขึ้นไปทำธุระก่อน หวังกลับมาจะเจอรถวอลโว่คู่กรณี ปรากฏว่ากลับลงมา ไม่เจอรถคู่กรณีซะแล้ว อาจจะเป็นด้วยความรีบก็ว่าได้ ทำให้ผมไม่ได้คิดวิธีอื่นๆ เช่น เขียนกระดาษแนบไว้หน้ารถ หรือทิ้งนามบัตรเอาไว้ เป็นต้น

ช่วงนั้นก็คิดมากหลายคืน ผมว่านะ ผมคิดมากกว่าตอนที่ผมรู้ว่า ผมเป็นผู้ทุพพลภาพเสียอีก เพราะผมคิดเงียบๆ คนเดียว เพียงแค่คืนเดียว แล้วเพื่อนๆ ละครับ เคยเจอเหตุการณ์แบบผมบ้างไหมครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
22/12/2551

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

frame-11 : เตรียมตัวลอกข้อสอบ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้เกี่ยวกับ "การลอกข้อสอบ" ผมอยากถามเพื่อนๆ ว่า เคยลอกข้อสอบไหม เคยลงมือทำไหม เคยคิดจะทำไหม หรือว่า ไม่เคยแม้แต่จะคิด หรือทำเลย แต่สำหรับผมแล้ว ผมมั่นใจว่า ผมไม่เคยลอกข้อสอบแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนั้น ตามหัวข้อบทความครับ แสดงว่า "ผมคิด" และ "มีการเตรียมตัว" เสียด้วยสิครับ งั้นลองตามอ่านกันเลยนะครับ ว่าเพราะสาเหตุใด ผมถึงต้องเตรียมตัว

คงต้องเริ่มจาก ถ้าใครได้เคยอ่านประวัติส่วนตัวคร่าวๆ แล้ว จะทราบว่า ผมเรียนระดับอุดมศึกษาที่ พระจอมเกล้าธนบุรี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ และผมยังไม่ชอบอยู่เฉย ผมกับเพื่อนอีก 6 คน รวมเป็น 7 คน จะชอบลงเรียนรายวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เพิ่มเติม ช่วงภาคฤดูร้อน (หรือช่วงซัมเมอร์) ซึ่งเป็นช่วงที่จะแทบทุกสถาบัน เอาไว้ให้นักศึกษา ได้สอบซ่อมเสียส่วนใหญ่

พวกเราทั้ง 7 คน ก็เข้าเรียน และสอบตามปรกติทุกอย่างเหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่วิชาเรียนเป็นของคณะวิศวกรรมไฟฟ้า พวกเราจึงต้องไปเรียนรวมกันกับเพื่อนๆ คณะวิศวฯ ครับ แต่พวกเราก็ไม่ค่อยทราบเท่าไหร่ในช่วงแรกๆ ว่า ช่วงซัมเมอร์นั้น มักเป็นช่วงแก้เกรด เนื่องจาก นักศึกษาที่จะจบคณะวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง และได้ใบอนุญาต กว. นั้นต้องมีเกรดในหมวดรายวิชาบังคับ ไม่ต่ำกว่า เกรด C


มีอยู่ซัมเมอร์หนึ่งน่าจะช่วงปี 2 ขึ้นปี 3 ผมพลาดครั้งใหญ่ ผมได้เกรด F เลยครับ เป็นตัวเดียวในชีวิตมหาวิทยาลัยของผม รายวิชาพื้นฐานไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Electrical Fundamental (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าผิดพลาดอย่างไร ก็ต้องขอโทษไว้ด้วยนะครับ) คือเกรดที่ผมได้ตัวนี้ ผมภูมิใจมากๆ นะครับ เพราะว่าผมทำได้มากพอสมควร ที่คิดว่าตัวเองจะได้เกรด C แต่พอผมออกก่อนครึ่งชั่วโมง เนื่องจากต้องรีบไปธุระ เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า ทางอาจารย์ที่ควบคุมก้ไม่อยู่พอดี คราวนี้ กระดาษที่เตรียมไว้ของเพื่อนคณะวิศวฯ ก็แลกกันลอกเป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ เพื่อนผมที่เก่งๆ ยังแย่กันเลย ทำให้วิชานี้ พวกเราก็ตั้งใจกันว่าจะเริ่มกันใหม่

เริ่มยังไงหรือครับ ก็ "ลอกข้อสอบ" กันมั่งสิครับ ที่เพื่อนๆ คณะวิศวฯ ยังทำได้ ทำไมพวกเราจะทำไม่ได้บ้าง คราวนี้มาถึงรายวิชา Power System ซึ่งยากกว่ามากครับ พวกเราเตรียมตัวกันดีมาก แบ่งกันอ่าน แบ่งกันติว แถมเตรียมตัวลอกกันอีก พวกเราทำข้อสอบย้อนหลังกันหลายปี คราวนี้พวกเรามั่นใจว่า ถ้ามีการลอก พวกเราลอกด้วย

และแล้วก็ถึงวันสอบ ที่มีการจัดสอบขึ้นมาเอง นอกตารางการสอบของมหาวิทยาลัย (ถ้าบังเอิญว่ามีคณาจารย์ของคณะวิศวกรรมไฟฟ้า หรือผู้เกี่ยวข้องมาอ่านเจอ ผมไม่ได้มีเจตนามาทำให้ทางมหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียงนะครับ และมันก็เป็นเรื่องราวช่วงปี 2533-2537 ซึ่งผ่านมานานมากแล้ว ผมพอจะเข้าใจ เพราะว่าการเรียนที่บางมดนั้นโหด จริงๆ ครับ อยู่ปี 3 หรือ ปี 4 หรือ ปี 5 แล้วก็อาจจะไม่จบ ถ้าไม่มีการช่วยเหลือจริงๆ อาจารย์บางท่านอาจจะสงสารลูกศิษย์จริงๆ เพียงแต่ตัวนักศึกษาเองนั่นแหละครับที่ควรจะสำนึก ในความเมตตาที่ท่านอาจารย์เหล่านั้น ช่วยพวกคุณให้จบ และก็ควรจะใฝ่หาความรู้ ให้ไม่เสียชื่อสถาบัน ก็เท่านั้นเองครับ ส่วนตัวแล้ว ผมภาคภูมิใจ ในความเป็นเลือดแสด-เหลือง มากๆ ครับ)

พวกเราแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง พวกเราก้มอ่านข้อสอบทั้งหมด เงยหน้าขึ้นมามองตากัน พร้อมกับรอยยิ้ม เป็นข้อสอบที่ไม่ยากเลย ไม่เสียแรงที่พวกเราได้ช่วยกันอ่าน ช่วยกันติว ที่สำคัญที่สุด พวกเราไม่ต้องลอกข้อสอบกันเลย พวกเราทำได้ พวกเราได้คะแนนสูงมาก พวกเราทำเกรด A ได้ถึง 3 คน ซึ่งผมก็โชคดีมากๆ ทำได้ เกรด A คนสุดท้ายพอดี ที่เหลือน่าจะได้เกรด B กันเกือบทั้งหมด สร้างความภาคภูมิใจกับพวกเรามาก

แต่ถ้ามองทางด้านเจตนา พวกเราได้ลอกข้อสอบกันไปแล้วครับ พวกเราได้ "พยายามที่จะเลว" กันไปเรียบร้อยแล้วครับ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านเจตนา แต่ผมก็ยังดีใจที่ได้ขึ้นชื่อว่า ผมยังไม่เคยลอกข้อสอบเลยครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
22/12/2551

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

frame-10 : ผมจำได้ว่า "ผมเคยเป็นเด็กเส้น"

สวัสดีครับ เพื่อนๆ กลับมาพบกันอีกกับเนื้อหา "ความผิดพลาด" ที่ผมจะทยอยพิมพ์บทความให้อ่าน เพื่อหวังว่า อาจจะเป็นประโยชน์กับใคร แม้แต่คนเดียว ก็คุ้มเกินคุ้มครับ

สมัยเด็กๆ เพื่อนๆ เคยไหมครับ ต้องสอบเข้าโรงเรียนมัธยม 1 ดังๆ ตอนอยู่ ป.6 ผมก็เช่นกันที่ไม่พ้นวังวนที่ต้องสอบแข่งขันกับทุกคนที่อยากเข้าเรียนในโรงเรียนดังๆ ตอนนั้นผอายุ 11 ขวบ จำได้ว่า คุณพ่อบุญธรรม (พี่ชายคุณแม่ของผม) ผม มาหาที่บ้านและถามผมว่า ระหว่าง โรงเรียนเทพศิรินทร์ กับ โรงเรียนโยธินบูรณะ อยากเรียนที่ไหน ซึ่งคุณพ่อบุญธรรมผม ค่อนข้างเชียร์ให้เข้าที่เทพศิรินทร์ แต่ผมคิด 2 เรื่อง ที่จะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ คือ เวลาซึ่งสัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย กับการช่วยงานที่บ้าน

ดังนั้นผมเลือกเข้าเรียนที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ (อยู่แถวสี่แยกเกียกกาย) เพราะผมอยู่ตลาดศรีเขมา ห่างจากโรงเรียนแค่ 2 กิโลเมตร (ตึกแถวที่ผมอยู่ ตรงข้ามกับพื้นที่ ที่เคยเป็นข่าวว่า เป็นพื้นที่ใหม่ที่จะให้โรงเรียนย้ายมาอยู่ครับ) สามารถเดินไปเรียนได้เลย ใช้เวลาเพียง 15 นาที เท่านั้นเอง ตอนเช้าผมสามารถช่วยงานบ้าน ที่เป็นร้านขายของได้ทุกอย่างครับ ซึ่งถ้าผมต้องนั่งรถไปเรียนที่เทพศิรินทร์ แถวหัวลำโพง คงทำไม่ได้

ในที่สุด ผมก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนโยธินบูรณะ สมใจ ซึ่งพี่ชายผมอีกคนหนึ่ง (ลูกพี่ลูกน้อง) เป็นผู้ติวข้อสอบให้ผมเอง โดยผมได้เรียนห้อง ที่รองจากห้องที่ใครๆ ก็ว่าเป็นห้องที่เด็กเก่งที่สุด หรือในสมัยผมเรียกว่า ห้องคิงส์ ไป 2 ห้อง (ลำดับ 3) ซึ่งส่วนตัวแล้ว เด็กห้องคิงส์ ก็เก่งจริงๆ เก่งทุกคน เพราะเด็กเหล่านี้ตอนขึ้น ม.ปลาย เก่งมากๆ

ตลอด 3 ปีเต็ม ในชีวิตมัธยมต้น ที่ผมต้องรับรู้ฝ่ายเดียวว่า ผมเป็น "เด็กเส้น" จึงได้เข้ามาเรียน แล้วผมก็พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าผมเป็นเด็กเส้นจริง ทำไมมาอยู่ห้องลำดับต้นๆ หรืออาจจะมองได้ว่า เป็นเด็กในลำดับ 101-150 คน จากทั้งหมด 600 คน แสดงว่า ผมสอบได้เอง ผมบอกเพื่อนๆ ได้เลยว่า เรื่องนี้ผมคิดมากจริงๆ คือ เครียดไปเลย

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า "ยิ่งผมเป็นเด็กเส้น ผมยิ่งต้องเรียนให้ดี ไม่ให้ใครมาคิดได้ว่า ผมเรียนไม่ดี แล้วเข้ามาเรียนได้ เพราะ "เส้นเข้ามา" ครับ" ดังนั้น ผมจึงพยายามเรียนจนได้เกรดเฉลี่ย 3.20 ถ้าจำไม่ผิดนะครับ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน ที่ต้องไม่ต่ำกว่า 2.50 ไปเรียนชั้น ม.ปลาย ได้เลย

และผมก็ไม่อยากทำให้คุณแม่ผิดหวัง เพราะการที่เราไม่พยายามเรียนให้ดี ก็จะทำให้ผู้ปกครอง หรือคุณพ่อ คุณแม่ของเรา ต้องมาปวดหัว ที่จะต้องหาโรงเรียนให้ หรือต้องใช้เงินมากมาย เพื่อให้เราได้เรียนที่ดีๆ

หวังว่าบทความนี้ คงพอทำให้เพื่อนๆ คิดถึงโรงเรียนเก่า ที่ได้เคยร่ำเรียนมา คิดถึงคุณครู อาจารย์ ที่เคยสอน หรือ แม้แต่ถ้าใครเคยเป็น "เด็กเส้น" เหมือนผมนะครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
28/4/2551

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

frame-9 : ผมเคยนอนหลับน้ำลายยืด ขณะเรียนพิเศษ จนโดนไล่ จึงโดดเรียนไม่เข้าเรียนอีกเลย

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้ติดตามอ่านบทความแปลกๆ ของผมในบล็อกนี้นะครับ ซึ่งในครั้งนี้ ผมจะนำเรื่องขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาเล่าให้ฟังครับ คงต้องเริ่มจากผมเรียนสายสามัญ ตามที่แจ้ง ชั้น ม.4 ที่จะมีรายวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ซึ่ง ณ ตอนนั้น ยากมาก สำหรับผม ทำให้พี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) ของผมแนะนำให้ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนสอนพิเศษชื่อดัง แถวสนามหลวง

ผมเป็นคนไม่ชอบเดินทาง ไม่ชอบแต่งตัว ผมชอบใส่กางเกงขาสั้น ก็กางเกงนักเรียนนั่นแหล่ะครับ ผมใส่กางเกงถูกระเบียบ จึงยาวเท่าหัวเข่า แต่พอผมใส่ไปก็ดูไม่เรียบร้อย จบข้ออ้างแรกแล้วนะครับ ที่ทำให้ผมไม่อยากไปโรงเรียนสอนพิเศษ

ข้ออ้างที่สองคือ ผมเป็นคนนอนหลับง่ายมากๆ เคยนอนหลับบนรถเมล์ แล้วเวลารถเบรค ก็กลิ้งจากเก้าอี้ ลงพื้นรถเมล์เลย ยิ่งพอมาเรียนวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ยิ่งแล้ว โอกาสที่ผมจะง่วงหลับก็ยิ่งมีสูง ดังนั้น พอคุณครูเริ่มสอน ผมนั่งติดกับกำแพง ที่มีผ้าม่าน เริ่มฟัง ก็เริ่มไม่รู้เรื่อง (ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะสอนเท่าไหร่ ผมก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ) เริ่มเบื่อ และก็เริ่มง่วงนอน แล้วผมก็หลับไป

ในที่สุด ผมก็ตื่นขึ้น เพราะมีอะไรก็ไม่รู้โดนที่หัวของผม ไม่เจ็บหรอกครับ แต่ก็แบบรู้สึกว่าแรงนิดหน่อย เท่านั้นเอง พอตื่นก็พร้อมๆ กับต้อง ซื้ดนำลายเข้าปาก เดี๋ยวหกเลอะเทอะ จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าชั้นครับ

"ไอ้แว่น เป็นไง ตื่นยัง"
"ถ้าตื่นแล้ว ไม่อยากเรียน ก็ออกไปนอกห้อง ไป"

เข้าล็อคเลยครับ ผมนึกในใจ ไม่อยากเรียนอยู่แล้ว แถมว่าอย่างนี้ อายเพื่อนๆ ด้วย รีบออกดีกว่า

เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่า ในชีวตของผม ผมเรียนพิเศษครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 (แล้วผมจะเขียนบทความของการเรียนครั้งแรกให้ได้อ่านกัน แย่พอๆ กัน ไม่ได้ต่างกันหรอกครับ) มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ในเทอมแรกนี้ พอถึงวันหยุด ผมต้องออกจากบ้าน แล้วไม่ได้เข้าเรียน ไม่อยากเข้า ไปเดินเที่ยวแถวสนามหลวงตลอดทั้งเทอม ทำให้ผมรู้จักถนนหนทาง แถวสนามหลวงเป็นอย่างดี

การเรียนพิเศษครั้งนี้ของผม ทำให้ผมต่อต้านการเรียนพิเศษทุกวิชา และการเป็นแรงผลักดันให้ผมสามารถเอาชนะตัวเองได้ เท่าที่ผมอยากจะเลือก ผมเรียนพิเศษไม่รู้เรื่อง เวลาเรียนเหมือนเราเป็นคนโง่ ไม่เอาไหน ไม่เข้าใจ ทำไมวิชาฟิสิกส์ถึงยากอย่างนี้ ม.4 เทอม 1 ผมได้เกรด 0 เป็นตัวเดียวในชีวิต ม.ต้น-ม.ปลาย ของผมที่ได้เกรด 0

แต่ในที่สุดแล้ว ผมก็ได้เกรด 3-4 ในเทอมที่ 2 และในอีก 2 ปีต่อมา ทั้ง 4 เทอม ผมศึกษาและอ่านหนังสือเองทั้งหมด คิดค้นวิธีลัดอีกหลายสูตร ผมสอบติดเรียนภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ที่ พระจอมเกล้า ธนบุรี ผมเคยสอบได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ของคณะวิทยาศาสตร์ ผมเรียนจนจบภาคสวิชาฟิสิกส์ตามเกณฑ์ และตอนนี้ ผมก็เชื่อมั่นว่า ฟิสิกส์อยู่ในใจผม รอบๆ ตัวผมคือ ฟิสิกส์ ครับ

ขอบคุณครับ
ปรีดา ลิ้มนนทกุล
6/10/2551

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551

frame-8 : ผมเคยชนสุนัข ด้วยการตัดสินใจไม่เหยียบเบรค

สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ลองติดตามอ่านบทความที่ดูจะเครียดๆ ของผม "ความพยายามที่จะเลว" คราวนี้ผมขอเขียนบทความที่ผมคิดว่า ใครที่เคยขับรถ อาจจะต้องเคยผ่านประสบการณ์นี้ เพียงแต่ว่าที่ผมนำเหตุการณ์นี้มาให้ทุกคนอ่าน ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า เสี้ยววินาทีของการตัดสินใจของคนเรา ก็ต้องเลือกระหว่าง "ตัวเรา" หรือ "อีกชีวิต"

คืนนั้นผมกำลังเดินทาง เพื่อไปรับแฟนที่จังหวัดกาญจนบุรี กลับบ้าน เนื่องจากเธอไม่อยากค้างคืนที่รีสอร์ท ผมจำได้ว่ามันดึกมากแล้วครับ น่าจะสัก 3 ทุ่มได้ ขณะที่ผมกำลังจะข้ามสะพานข้ามคลองที่ใหญ่พอสมควร แต่ไม่น่าจะเป็นแม่น้ำนะครับ คงอีกสักราวๆ 50 เมตรได้ ก็จะถึงคอสะพาน

ก็มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาถึงกลางถนน ซึ่งจากประสบการณ์ของผม สุนัขมักจะวิ่งมาถึงกลางถนนแล้วชอบหยุด และก็เป็นเหตุทำให้รถชนสุนัขตายกลางถนน ที่เราเห็นๆ กัน เหตุการณ์นี้ผมพึ่งเคยประสบครั้งแรก ผมตกใจมาก ผมเคยแต่เห็นไกลๆ ส่วนใหญ่จะเบรคทัน แต่ครั้งนี้ในสมองผมสั่งการหลายอย่างครับ

  • ถ้าผมเบรค รถข้างหลังที่ตามมาไม่ไกล อาจชนรถผม และผมก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ผมมมต้องไปรับแฟน (ความคิดตรงนี้ คงมองได้ไม่อยาก คงเป็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ต้องเลือกตัวเองก่อน ความรู้สึกของผมคือ ผมต้องเลือกอย่างนั้น จริงๆ)
  • ถ้าผมเบรค แล้วหักรถหลบ (เพราะส่วนตัวมีนิสัยชอบเบรค และหักรถหลบ) อาจจะบังคับรถไม่อยู่แล้วอาจจะชนคอสะพาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มันคาดเดาไม่ถึง พูดง่ายๆ คือ ห่วงข้างหน้า หลังจากที่ห่วงข้างหลังไปแล้ว
  • ผมตกใจจึงสาดไฟสูงเข้าใส่สุนัขตัวนั้น ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเป็นใครก็คงต้องทำแบบนี้ (แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว ผมขอแนะนำคนที่ขับรถ แล้วจะไปเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยว่า อย่าไปสาดไฟสูงใส่สุนัข เพราะมันจะชะงัก แล้วมันก็จะหยุดให้เราชน) มันชะงักครับ ผมตกใจรอบสอง ผมหยุดเปิดไฟสูง เปลี่ยนเป็นกดแตรรถ ได้ผลครับ มันขยับตัว แต่ก็ (มันคงเป็นธรรมชาติของสุนัขที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ คือมันจะวิ่งกลับไปทางเดิม เหมือนจะลังเลใจ อะไรทำนองนั้น) มันกลับไปทางเก่าครับ คือสุนัชพุ่งมาจากทางด้านซ้าย มันชะงักแล้วจะกลับไปทางซ้าย ผมแตะเบรคนิดนึงเพื่อลดความเร็วครับ
  • แต่ผมต้องประคองรถ จึงไม่ได้เบรคจนสุดๆ แล้วผมก็เบี่ยงรถไปทางซ้าย แต่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาทางเดิม ผมชนเจ้าสุนัขตัวนั้น แบบเฉียดๆ เพราะผมพยายามเบี่ยงรถกลับมาบนถนนเหมือนเดิม
  • แต่เสียงร้องของสุนัขตัวนั้น นะซิครับ ผมได้ยินชัดเจน ผมไม่ได้ทับเขา แต่ชนแน่นอน อยู่ที่ว่าชนอะไร ชนขา ขนก้น แต่ก็คือ ชนอยู่ดีครับ

คืนนั้นผมก็ยังคงต้องขับรถไปรับแฟน ผมไม่ได้หยุดดูมันเลย เพราะมันดึกมาก ทางก็ไม่เคยไป แผนที่ก็ไม่ละเอียด ยังต้องหาทาง ครับ เหตุผลสารพัด ผมคิดว่า มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งที่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ ณ ตอนนั้น ผมทำได้แค่นั้น ถ้าเป็นปัจจุบัน ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะผมขับรถไม่ได้ แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังขับรถได้ ผมก็คงแนะนำได้แค่ว่า อย่าขับรถเร็ว จะได้เบรคทัน (ตอนนั้นดึกแล้ว หาทางด้วย ผมคงขับสัก 60-80 km./ ชั่วโมง) ถ้าเจอสุนัขข้ามถนนก็อย่าเปิดไฟใส่ ให้มันเดดินไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้าย ถ้าไม่ได้ชนสุนัข ก็จะรู้สึกดีครับ แต่ถ้าชน ก็ต้องคิดละครับ แล้วแต่คนครับ

บางคนก็รีบโทษสุนัขให้ความผิดอยู่ที่มัน จะได้รู้สึกสบายใจ บางคนก็รู้สึกผิดที่ชนมัน จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ผมว่าบางคนอาจจะเฉยๆ เลยเพราะชนบ่อย

ที่ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้ได้อ่านกัน เพราะอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบว่า เสี้ยววินาทีนั้นถึงผมจะเหยียบเบรคแล้ว แต่ผมก็รู้แก่ใจว่า ผมไม่ได้เหยียบเบรคจนสุด เพื่อหยุดรถ เพียงเพราะเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง ผมคิดว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเราครับ

ขอบคุณครับ (พิมพ์ไปก็เครียดไป ขอโทษที่ทำให้เครียดไปด้วยนะครับ)

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
28/4/2551

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551

frame-7 : ผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิต ที่ผมตบหน้า

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ผมเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิตช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่ติดตาผม มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของอาป๊า (คุณพ่อ) กับอาม้า (คุณแม่) ของผมเอง ซึ่งสุดท้ายทั้ง 2 ท่านก็ต้องหย่าร้างกันตอนที่ผมอยู่ มัธยม 2 ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ผมบอกกับตัวเองเลยว่า "ผมจะเป็นผู้ชายที่ดีให้ได้ และจะดูแลผู้หญิงให้ดีที่สุด"



ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน ถ้าจะต้องเชื่อว่า ใครผิดหรือถูก ผมจะให้เครดิตผู้หญิงมากกว่า เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบมากกว่าชาย ผู้หญิงอดทนกว่าผู้ชาย และผู้หญิงรักลูก รักบุพการี มากกว่าผู้ชาย และผมก็ยังบอกกับตัวเองอีกว่า "ผมจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งในโลกนี้ ที่ไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ลงไม้ลงมือผู้หญิง"



แต่ในที่สุด ผมก็ต้องผิดสัญญากับตัวเอง หลังจากนั้นอีก 8 ปี ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ปีสุดท้ายที่บางมด ในขณะที่น้องสาวคนเล็กอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย วันนั้นเป็นวันปกติ ที่น้องสาวผมยังอยู่ในชุดนักเรียน น่าจะพึ่งกลับจากโรงเรียน แต่วันนั้นผมเฝ้าบ้าน เพราะปี 4 มีชั่วโมงเรียนน้อย ผมจำได้ว่าน้องสาวผมกำลังอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ตัวเองคิดเอง เออเอง ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม และวันนั้น "อาม้า" ก็ไม่อยู่บ้าน แต่น้องสาวคนรองก็อยู่ด้วย



น้องคนรองรีบให้ผมไปดูน้องเล็ก ไม่รู้เป็นอะไร จะเก็บเสื้อผ้า ออกไปจากบ้าน แม่ก็ไม่อยู่ จะทำยังไงดี

ผมเจอน้องเล็กที่กำลังลงมาถึงชั้นล่าง ขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พูดคุยกันเท่าไหร่ ก็ไม่ดีขึ้น น้องเล็กจะไปท่าเดียว ผมในฐานะพี่คนโต คงต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงลาก (ลากจริงๆ นะครับ เพราะน้องเล็กฝืนตัวมากๆ) น้องเล็กเข้าไปไว้ในห้องน้ำ แล้วก็ล็อกห้องน้ำ เพื่อรอให้อาม้ากลับมาจัดการกับความบ้าแบบไม่เป็นเรื่องของน่องเล็กตัวแสบ ที่ผมคิดเอาเองว่า กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น สงสัยอยากมีปัญหา เดี๋ยวไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ตามหนัง-ละคร



แต่ว่าน้องผมไม่หยุด เสียงตะโกนดังมากขึ้น โวยวายมากขึ้น ในขณะที่บ้านผมก็เป็นร้านขายวัสดุ-อุปกรณ์เกี่ยวกับงานช่าง จึงมีลูกค้ามาซื้อของตลอด ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในห้องน้ำ และก็อบรมแบบใช้เสียงตะโกนแข่งกันกับน้องสาว แต่น้องก็ไม่หยุด ผมตัดสินใจเปิดฝักบัวให้รอที่ศีรษะของน้อง แต่ก็ไม่เป็นผล ผมก็เปียกด้วย ผมจึงตัดสินใจอีกครั้ง "ผมกระชากคอเสื้อ" น้องและอัดตัวน้องให้ติดกำแพง แล้วบอกให้หยุด ตลอดเวลาก็สั่งสอนด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ พร้อมกับตะโกนไปในตัว เพราะต้องตะเบงเสียงแข่งกัน แต่ไม่เป็นผล ในที่สุด "ผมตบหน้า" น้องสาวคนเล็กของผมเตมแรง 1 ครั้ง



เสี้ยววินาทีนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เงียบกัน แต่สายตาของน้องสาวผมมองผมแบบโกรธมาก แต่ผมถือว่าผมทำดีที่สุดได้แค่นี้ น้องดูจะสงบลง เพราะน้องก็คงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ผมเองหลังจากล็อกห้องน้ำ ก็น้ำตาไหล ไม่รู้ทำไปได้ยังไง แต่มันเป็นวิธีเดียวในตอนนั้นที่คิดออก จริงๆ แล้วผมซีเรียสกับเหตุการณ์นั้นอยู่หลายวัน จนคุณป้าที่อยู่ติดกันข้างบ้าน มาคุยกับอาม้าผมว่า "ทำดีแล้ว" รักน้องก็ต้องตี ถ้าห้ามไม่ได้ ถ้าปล่อยออกจากบ้านไปไม่รู้จะเป็นอย่างไร

ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แต่เหตุการณ์ที่ผมตบหน้าน้องสาวตัวเองนั้น ทุกวันนี้ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา ผมเคยตั้งใจไว้เลยว่า "ไม่ว่าน้องของผมคนนี้ จะทำอะไรกับผม ผมจะยอมรับสภาพ ผมจะให้อภัยทุกเรื่อง เพราะผมได้เคยทำร้ายเขา" และน้องสาวของผมก็คงจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตนี้ที่ผมได้ทำร้ายด้วยการ "ตบหน้า" ซึ่งถ้าผมหาวิธีการอื่นก็น่าจะดีกว่านี้

ผมอยากให้เพื่อนที่ได้อ่านบทความนี้ ก็ลองเอาเรื่องราวของผมเป็นกรณีศึกษานะครับ ลองคิดดูว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม จะใช้วิธีอื่นได้ไหม แต่ดีที่สุดก็อย่ามาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็จะดีนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

17/4/2551

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551

frame-6 : ผมเคยแกล้งหลับ เพื่อให้ได้นั่งบนรถเมล์

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน บทความนี้ผมคงจะเขียนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับผมเพียงครั้งเดียวในชีวิต และเป็นครั้งเดียวที่ทำให้ผมบอกกับตัวเองว่า "ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วตลอดชีวิต" เพราะมันทำให้ผมรู้สึกทุเรศกับความเป็นคนมากๆ ครับ รู้สึกเกลียดตัวเองอย่างที่สุดในความเป็นผู้ชาย ลองอ่านกันนะครับ ว่าทำไมผมถึงรู้สึกได้ถึงขนาดนั้นครับ

วันที่เกิดเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกเกลียดตัวเอง สำหรับเรื่องนี้ ก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี หรือที่เรียกกันว่า บางมด แต่บ้านของผม ณ ขณะนั้นประมาณตอนปี 2 อยู่แถวตลาดศรีเขมา (ซึ่งอยู่ใกล้กับ วัดสร้อยทอง หรือ สะพานพระราม 6) หรือถ้าจะให้รู้จักกันง่ายขึ้นคือ แถวๆ บางโพ ครับ ที่ต้องบอกที่ตั้งก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า บ้านของผมอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย พอสมควรครับ

ถ้าผมจำไม่ผิดวันนั้นผมมีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย และผมก็รู้สึกเหนื่อยมากกว่าทุกวัน ผมขึ้นรถเมล์สาย 21 ที่หน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็ถือว่าต้นทางเหมือนกัน ก็คือได้นั่งเป็นส่วนใหญ่ละครับ แต่โดยปกติสำหรับผมแล้วก็นั่งได้แค่พักเดียว ไม่นาน สาเหตุเพราะเส้นทางที่รถเมล์สาย 21 ผ่านนั้น มีทั้ง ร.ร.พาณิชย์ ร.ร.ประถม-มัธยม และชุมชนมากมาย แต่วันนั้นความรู้สึกของผมคือ ผมเหนื่อยมาก ผมอยากใช้สิทธิ์ของผมที่ได้นั่งก่อน และจะนั่งจนกว่าจะลง หรือาจจะเรียกได้ว่าวันนั้น ผมอยากเป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง สักวันหนึ่ง และเป็นวันเดียวในชีวิตจริงๆ ครับ

ปกติผมเป็นคนที่นอนหลับง่ายมากๆ แม้แต่ในรถเมล์ คือหลับจริงๆ วันนั้นผมพยายามที่จะนอน แต่ว่าวันนั้นทั้งๆ ที่เหนื่อย พยายามเท่าไหร่ร่างกายผมก็ไม่นอนหลับซะที เพราะขณะที่ผมหลับตา ผมได้ยินเสียงของเด็กๆ ได้ยินเสียงผู้หญิง ผมอยากลุกให้ทุกคนนั่ง เหมือนปกติที่ผมทำประจำ แต่อีกใจก็บอกตัวเองว่า "ก็อยากจะนั่งบ้าง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ผิดอะไร" ผมจำได้ดีว่า วันนั้นผมไม่มีความสุขเลย ตลอดเวลาที่ผมหลับตา ผมถามตัวเองตลอดว่า "ทำไมผมถึงทำอย่างนี้" ในที่สุดผมก็ตัดสินใจตื่นก่อนถึงป้ายรถเมล์เป้าหมายที่จะลงประมาณ 2-3 ป้ายรถเมล์

ผมอายตัวเองมากๆ ผมลงจากรถทันที เพราะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ผมเดินไปเรื่อยๆ เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 49 แถวเยาวราช ใกล้วงเวียน 22 แล้วผมก็สัญญากับตัวเองว่า "ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วตลอดชีวิต" จากวันนั้นมา บ่อยครั้งที่กระเป๋ารถเมล์จะเดินมาถามผมว่า "มีที่ว่างนะครับ/ ค่ะ" คำตอบคือ "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวก็ต้องลุกอยู่ดี" ซึ่งทุกๆ วัน ผมก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ

ยังโชคดีนะครับ ที่ผมยังให้โอกาสตัวเองในการชดเชยการกระทำที่แย่ๆ วันนั้น และก็ขอบคุณตัวเองที่ได้ลองแก้ไขปรับปรุงตัว และรู้ว่าความถูกต้องคืออะไร ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นคน ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นผู้ชาย และผมควรทำอะไรในฐานะที่เป็นคนไทยในสังคม

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
16/4/2551

frame-5 : ได้เงินทอนเกิน แล้วรู้สึกดีใจ อยากได้

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคน บทความคราวนี้ผมขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กของผมอีกครั้ง สมัยมัธยม 2 ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างแน่ใจว่า เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะเคยเกิดกับเพื่อนๆ อีกหลายคนแน่นอนครับ งั้นลองอ่านกันเลยนะครับ

นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักทานข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียนอยู่แล้ว ที่จะเอาข้าวมาทานเองสมัยนี้คงมีน้อยลงทุกที ยิ่งสังคมของคนในกรุงเทพฯ แล้วคงเป็นอย่างที่ผมกล่าวถึง ผมก็คงทานข้าวที่โรงอาหารอยู่ทุกวันอยู่แล้ว และแล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตของผมอีกเหตุการณ์หนึ่ง หลังจากผู้อ่านได้ลองอ่านหัวเรื่องของบทความแล้วคงพอจะเดาเหตุการณ์ออกว่าน่าจะเป็นเรื่องอะไรนะครับ และก็คงอาจจะนึกต่อว่า แค่เรื่องได้เงินทอนเกินมันจะสำคัญแค่ไหนกันเชียว ลองอ่านต่อนะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ผมสำคัญทีเดียว

มีอยู่วันหนึ่ง ที่ผมให้ธนบัตรใบละ 20 บาท เพื่อซื้อข้าวแกงจานละ 5 บาท (ตอนนั้นผมคงอายุราวๆ 13 ย่าง 14 ปี คงช่วง พ.ศ.2528) ปรากฏว่าคุณป้าร้านข้าวแกงกลับทอนเงินให้ผม 495 บาท คือแกคิดว่าผมให้เป็นธนบัตร 500 บาท ดูสิครับเหมือนผมกำลังถูกทดสอบจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยครับ แล้วเด็กอย่างผมจะทำอย่างไรดี

ความรู้สึกแรกเริ่มเลยที่ได้รับเงิน 495 บาท (ผมจัดลำดับความคิดเป็นขั้นตอนให้เลยนะครับ)

  • เราให้ธนบัตรอะไรไปนะ, แค่ 20 บาทนี่นา (แสดงว่าตัวผมรู้แล้วว่าคุณป้าน่าจะทอนเงินผิด)
  • เมื่อเห็นเงินที่เกินมา 480 บาทก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้เงินเกิน (แสดงว่าผมกำลังยินดีกับเงินฟรี ที่ได้มาอย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นเงินของผู้อื่น)
  • รีบรับเงินทอน แล้วไปหาที่นั่งกินข้าวไกลจากร้านของคุณป้า (แสดงว่าผมกำลังอยากได้เงินที่เกินนี้มากถึงขนาดหาท่นั่งไกลๆ จากร้านคุณป้า อันนี้ถือว่าแย่มากๆ)
  • ขณะที่กำลังจะเริ่มทานข้าว ก็เริ่มลังเลใจว่าจะเอาเงินที่เกิน ไปคืนดีไหม หรือว่านี่เป็นโชคดีของเรา (แสดงว่าตัวผมอีกด้านหนึ่งที่ยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง เริ่มออกมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องแล้ว)
  • ผมนึกไปถึงคุณป้าที่แกมีกำไรคงไม่มากเท่าไหร่ แถมคุณป้าท่านนี้ยังใจดีกับนักเรียนทุกคน ใครทานไม่อิ่มสามารถเติมข้าวได้ฟรี แกใจดีมากๆ ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเป็น "ป้านก" (โรงเรียนโยธินบูรณะ) ผมเองก็เติมข้าวแทบทุกครั้งที่ทานข้าวแกงของแก แล้วอย่างนี้ผมจะเอาเงินเกินของคุณป้ามาได้ยังไง ไม่ถูกต้อง (แสดงว่าภายในจิตใต้สำนึกผมในฝากของความถูกต้อง ชนะฝ่ายไม่ถูกต้องแล้ว)
  • ผมตัดสินใจนำเงินที่เกิน 480 บาทไปคืนคุณป้าก่อนที่ผมจะทานข้าว
  • ผมกลับมาทานข้าวอย่างมีความสุข

แต่ที่ผมนำเหตุการณ์คราวนั้นมาเขียนบทความก็เพราะอยากจะนำเสนอ ส่วนที่ไม่ดีของตัวผมที่ในช่วงแรกของการได้รับเงินทอนเกิน 480 บาท ทำไมผมไม่คืนเงินให้คุณป้าทันที แถมยังมีเจตนาไปไกลๆ จากร้านคุณป้าอีก ซึ่งแสดงว่าในช่วงต้นของความรู้สึกของเหตุกรณ์นี้ เป็นความไม่ดีที่มีอยู่ในตัว แต่ผมยังโชคดีที่กลับมาคิดได้ พิจารณาได้ว่า ความถูกต้องคืออะไร ต้องทำอย่างไร

หวังว่า เพื่อนๆ ผู้อ่านที่เคยผ่านเหตุการณ์นี้ จะได้มีโอกาสทบทวนอดีต เพื่อที่ปัจจุบัน ตัวเราจะได้รู้ตัวตนของเราเองกันนะครับ เหมือนเดิมนะครับ บทความในบล็อกนี้อาจจะดูเครียดๆ หน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า จะนำประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านมา ซึ่งผมถือว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมคิดว่า เป็นความไม่ดีเกี่ยวกับคนคนหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ใครอีกหลายๆ คนได้อ่านเพื่อเป็นตัวอย่าง ก็เท่านั้นเองครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

16/4/2551

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550

frame-4 : ผมเคยเอาลูกแมวไปปล่อยที่วัดหลายครั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาคือเป็นการพูดโกหก ขโมยขนม และขโมยเงิน แต่บทความคราวนี้เริ่มมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากอาม้าผมแล้ว คือการนำลูกแมวที่มีหลายตัว และหลายครั้งไปปล่อยที่วัดครับ

ขอเริ่มต้นเรื่องจากบ้านของผมเป็นร้านขายของโชวห่วย แถวตลาดศรีเขมา เป็นตึกแถวที่ปัจจุบันร้างไปหมดแล้ว ตึกเก่ามากแล้ว น่าจะเกิน 40 ปี สมัยที่ผมอยู่นั้น นอนดิ้นหน่อย ถ้าหัวหรือขาไปโดนผนังปูน ปูนจะหลุดร่อนออกมาเลย เวลารถสิบล้อวิ่งผ่าน หน้าต่างก็จะสะเทือน ดีแล้วที่ย้ายออกมา

ที่เล่าให้ฟังว่าตึกเก่าแล้ว เพื่อจะโยงให้เห็นภาพว่า ดังนั้นใต้ตึกก็เก่ามากเช่นกัน จึงเป็นที่อยู่ของสัตว์ยอดฮิตประจำเมือง ทั้งแมลงสาบ (เคยเขียนบทความเกี่ยวกับแมลงสาบด้วย) หนู เป็นต้น และเจ้าหนูนี่แหละครับ มันกินดะทุกอย่าง (อาจไม่กินก็ได้ ดูเหมือนมันจะเกเรมากกว่า) พวกมันกัดทุกอย่าง

กัดสบู่ ก็ขายใครไม่ได้ ต้องเอาไว้ใช้อาบน้ำเอง

กัดขนม-มาม่า อันนี้เลิกกันเลย กินไม่ได้อยู่แล้ว

กัดกล่องนม อันนี้โชคดีหน่อยสามารถเก็บไว้เปลี่ยนกับคนส่งได้ คือขอให้เขาช่วยรับคืนครับ เป็นต้น

เพื่อนๆ เห็นภาพแล้วนะครับว่า ด้วยเหตุนี้เองที่บ้านผมมีความจำเป็นต้องเลี้ยงแมว ลายเสือด้วย สีเทา ดำ ขาว 3 สี และดุมาก เล็บคม ตบเก่ง หมาแถวบ้านยังไม่ยุ่งเลย แถมเจ้าชู้อีกต่างหาก ผมตีความเอาเองนะครับ เพราะมันท้องบ่อยมาก จนไม่ต้องนับรุ่นกัน

บางครอกที่มันออก มันจะกินลูกมันด้วย เหลือแต่หัว น่าสงสาร ผมจะตีมันแรงๆ เวลามันทำอย่างนั้น (เห็นอาม้าผมบอกว่าแสดงว่าลูกมันไม่สบาย) แต่ก็มีหลายครอกที่ก็โตจนเล่นซน และผมก็เห็นแม่แมวตัวนี้ ชอบจับลูกหนูมาให้ลูกแมวเล่น ตบไปตบมาและก็กินในที่สุด

ลูกแมวแต่ละครอกก็จะซนตามประสา แต่ว่าพวกมันชอบถ่ายในบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวแม่ ก็ถ่ายนอกบ้าน ดังนั้นถ้าครอกไหน ถ่ายนอกบ้านก็จะเลี้ยง และยกให้คนอื่นควบคู่กันไป แต่ถ้าครอกไหนถ่ายในบ้าน ผมก็มีหน้าที่ นำพวกมันไปปล่อยที่วัด ครับ

นำพวกมันใส่กล่องเบียร์ ปิดเทปกาวอย่างดี ไม่อย่างนั้นเวลายกไป มันจะแง้วๆๆ และแทงหัว แทงขามาทางฝาปิดกล่องได้ พอถึงวัดก็ลอกเทปกาวออก พวกมันก็จะมีความสามารถออกมาจากกล่องได้เอง

วัดที่ผมไปปล่อยเป็นประจำ ก็คือ " วัดสร้อยทอง " ปัจจุบันเป็นวัดอารามหลวงไปแล้ว แต่ผมจำไม่ได้ว่าระดับไหน ที่พักของคณะแม่ชีอยู่ด้านหน้าวัด ทางซ้ายมือ ซึ่งก็ติดกับกำแพง เวลาผมไปปล่อย ก็จะวางกล่องไว้ประตูหน้า หรือจับปล่อยทีละตัวผ่านประตูเหล็ก อย่างน้อยที่นี่ก็มีอาหารให้มันกิน

ในวัยเด็กที่ผมนำพวกมันไปปล่อย ก็จะรีบวิ่งหนีแม่ชี ที่ตะโกนไล่หลังมา ฟังไม่ได้สรรพหรอกครับ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว แต่ผมไม่เคยทิ้งไว้ริมถนน หรือกองขยะ เพราะกลัวมันถูกรถทับ หรือไม่มีใครนำไปเลี้ยง

พฤติกรรมเหล่านี้ ที่ผมเคยทำมา ผมคิดว่าผมกำลังชดใช้กรรมอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นผู้ทุพพลภาพนะครับ แต่น่าจะเป็นเรื่องของบ้านที่อยู่อาศัยมากกว่า ผมย้ายที่อยู่บ่อยๆ หรือย้ายบ้านบ่อยนั่นเอง และปัจจุบันผมก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัว คือใจของผมไม่อยากอยู่ อยากออกจากบ้านมาพิสูจน์ตัวเองเรื่องการทำงาน เช่น ผมทำเว็บไซต์รับฝากชำระค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ทุกระบบ นิตยสารออนไลน์ สำหรับโรงงาน และนิทรรศการออนไลน์ เป็นต้น

ผมจึงคิดว่า ทุกวันนี้ การที่ผมอยากออกมาอยู่ข้างนอก และย้ายบ้านบ่อย ก็คือเป็นการชดใช้กรรมที่นำลูกแมวไปปล่อยครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
17 กันยายน 2550

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550

frame-3 : ต่อจากนั้นก็ " ขโมยเงิน " ครับ

สวัสดีครับทุกคน ผมเคยขโมยขนม เพื่อนำของเล่นมาเล่นในวัยเด็ก แต่ยังมีสิ่งไม่ดีอีกอย่างที่มากกว่า " ขโมยขนม " ก็คือ " ขโมยเงิน " ครับ ผมเริ่มขโมยเงินตอนประมาณ ประถม 6 - ม.1 เพื่อจะนำไปซื้อการ์ตูนเรื่องโดเรมอน หรือโดราเอมอน

เริ่มเรื่องจากผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชวนผมอ่านหนังสือการ์ตูน (เหมือนให้ลองยาเสพติด ยังไงอย่างงั้น) อ่านแล้วก็ติดครับ สนุกมาก แรกๆ เพื่อนผมก็ให้ยืมมาที่บ้าน พอนานๆ เข้า เพื่อนผมก็ไม่ให้อ่านฟรีแล้วครับ (เอาเข้าแล้วครับ พอเราติดการ์ตูน อยากอ่าน ต้องหาเงินมา เหมือนอยากเสพยา ก็ต้องหาเงินมาซื้อ)

ตอนนั้นการ์ตูนเล่มละ 10 บาท เพื่อนผมขายครึ่งราคา 5 บาท ผมจึงอดเงินรายวันเพื่อมาซื้อ แต่ไม่พอครับ เพราะมีการ์ตูนที่อยากอ่านหลายเล่ม เพื่อนผมจึงสอนขโมยเงิน มันง่ายมากครับ (เรื่องเลวๆ มักจะง่ายที่จะปฏิบัติ)

เนื่องจากบ้านผม และเพื่อนผม เป็นร้านขายของโชวห่วยเหมือนกัน ดังนั้นเวลาขายของ ก็ต้องมีการทอนเงิน หมายถึงว่า ผมและเพื่อนมีโอกาสที่จะเปิด-ปิด ลิ้นชักเงินได้อย่างง่ายดาย วิธีขโมย จึงง่ายดายมาก แค่ฉวยโอกาสตอนทอนเงิน ก็นำเงินบางส่วนแอบใส่กระเป๋ากางเกง ผมจึงเลียนแบบ และขโมยอยู่เป็นเดือน ทำให้มีการ์ตูนอ่าน โดยอ้างว่า ยืมมาอ่าน

แต่ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ เพราะมีสิ่งผิดปกติที่อาม้า (คุณแม่ผมเอง คนจีนเรียน อาม้า) จับผิดได้คือ ปกติอ่านจบแล้วต้องคืน แต่นี่ไม่ต้องคืน เหมือนเป็นของผม และมันมากขึ้นๆ จาก 1 ลังเบียร์เป็น 2 ผมจึงถูกเฝ้าติดตาม จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ตามระเบียบครับ โดนไม้ขนไก่ แล้วผมก็หยุดการขโมยเงินไปอีกหลายปี จนกระทั่ง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมเป็นไข้ อาม้าจึงพาไปหาหมอ และผมสังเกตุเห็นนางพยาบาล นำเหรียญบาทมาวางต่อกัน 10 เหรียญ และใช้สก๊อตเทปติดตามแนวตั้ง ทำให้เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมชี้ให้อาม้าดู ว่าแปลกดีน่าทำอย่างนี้บ้าง แต่อาม้าก็อธิบายว่ามันยุ่งยาก นับเป็นถุง ถุงละ 100 บาท สะดวกกว่า

ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ฐานะการเงินที่บ้านไม่ดีนัก ผมมักเห็นมีคนมาทวงเงินที่บ้านบ่อยๆ จึงมีความคิดว่าอยากแอบเก็บเงินในลิ้นชักให้อาม้า ถึงเวลามีคนมาทวงเงินจะได้มีให้เขาได้ (คิดแบบเด็กๆ แต่ก็ถือว่าขโมยเงิน เหมือนกัน) เมื่อคิดได้ก็เริ่มทำครับ แต่คราวนี้ระมัดระวังกว่าคราวที่แล้ว ต้องไม่ถูกจับได้ จึงเริ่มขโมยเงินเป็นเหรียญอย่างเดียว (1 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง)

โดยปกติเวลาเหรียญหมดไม่พอก็ต้องนำแบงค์ร้อย ไปแลกเหรียญ ผมจึงต้องมีเทคนิคแอบไปแลกเงินที่เก็บซ่อนไว้ในกระป๋องโอวัลติน บริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 และแอบวิ่งไปนอกบ้าน ทำทีเป็นว่าไปแลดเงินจริงๆ ส่วนเหรียญที่เก็บไว้มากๆ ในกระป๋อง เสียงจะดังเวลาผมแอบเก็บเงิน หรือนับจำนวนเงิน ผมจึงนำวิธีติดสก๊อตเทปจากร้านคุณหมอมาใช้ จะได้เสียงไม่ดัง

การแอบขโมยเงินคราวนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนั้นเงินจึงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ และก็ไม่พ้นครับ อาม้าผมก็จับได้อยู่ดี แต่คราวนี้อาม้าผมไม่ทำแบบคราวที่แล้ คือมาจับคากระเป๋าที่แอบขโมย เพราะอาม้ารู้ว่าผมนำเงินไปซื้อการ์ตูน แต่คราวนี้ไม่ใช่ อาม้าเห็นว่าเงินถูกเก็บอย่างดี อาม้าจึงอยากรู้ความจริง และอาม้ายังนับเงินมาเรียบร้อย รู้ว่าผมแอบขโมยเงินไว้แล้ว 3 พันกว่าบาท

อาม้าเริ่มบททดสอบ

" ต๋อง (ชื่อเล่นผม) อาม้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน 3 พันบาท ไม่รู้จะหาจากไหนเงินก็ไม่พอใช้จ่าย " อาม้าผมเปรยๆ กับผม คำพูด ความหมายคงประมาณนี้ เพราะผมก็จำไม่ค่อยได้

ผมดัใจมาก แล้วพูด " อาม้ารอเดี๋ยว "

แล้วผมก็วิ่งไปหยิบเงินที่ซ่อนเอาไว้ออกมา 3 พันบาท แต่ยังมีเงินเหลือในกระป๋อง เอามาให้อาม้า และเล่าความจริงให้ฟัง จึงโดนสอนว่าไม่ให้ทำแบบนี้ โดนตีมือไม่กี่ที แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือ

" เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของเด็ก คือเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนก็พอ "

จากนั้นเป็นต้นมา ผมจึงไม่ต้องขโมยเงินอีก เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเด็กที่จะต้องห่วงเรื่องรายได้ รายจ่ายของที่บ้าน " เรียน และประหยัด เท่านั้น ที่เป็นเรื่องของเด็ก "

แก้ข่าวให้เพื่อนผมที่สอนขโมยเงินนะครับ ปัจจุบันเขาเป็นคนดีมาก แต่งงาน มีลูก รักครอบครัว ใจดี มีนิสัยเอื้อเฟื้อ-อารี หาเงินเรียนเองจนจบปริญญาตรี เป็นคนดีในสังคมอีกคนหนึ่ง ไม่เป็นภาระใคร เรื่องในวัยเด็กจะเป็นสิ่งผิดๆ ที่เป็นบทเรียนให้เราสองคนได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัว

เพื่อนๆ ลองนึกดูนะครับว่าเคย " ขโมยเงิน " แบบผมไหม แลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้นะครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
12 กันยายน 2550

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2550

frame-2 : " ขโมยขนม" เพราะอยากได้ของเล่นที่แถมมากับขนม

สวัสดีครับ ทุกคน บทความในบล๊อกนี้อาจจะดูแนวเขียนแปลกๆ แต่อยากให้ลองอ่านกันครับ เผื่อว่าจะได้ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะผมอยากเปิดใจทั้งสิ่งดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ และสิ่งที่เคยผิดพลาดเพื่อเป็นแนวคิดให้ผู้อ่านครับ

บทความตอนนี้ ผมขอเขียนถึง " การขโมย " เมื่อตอนประถม 5 ผมย้ายมาอยู่กับอาม้า (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) แล้วอยากได้ของเล่นพลาสติก ที่เป็นรถแบบต่างๆ เป็นเรือ เป็นต้น แถมมากับขนมยี่ห้อกูลิโกะ ชอบมากๆ ครับ แต่ราคาค่อนข้างแพง น่าจะ 8-9 บาท อาม้าจึงไม่ยอมให้ พอนานๆ เข้า ความอยากได้ก็มากขึ้น จึงต้อง "ขโมย" แต่เป็นการขโมยของ

เมื่อขโมยขนมที่บรรจุของเล่นอยู่ในกล่องเสร็จ ก็นำขนมพร้อมกล่องไปซ่อนไว้ใต้เตียง ซึ่งภายหลังความจริงก็ถูกเปิดเผย เพราะความลับไม่มีในโลก มีเพียงระยะเวลาเท่านั้น ผมจึงถูกไม้ขนไก่ตามระเบียบ

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีเป็นลักษณะอื่นแทน เช่น ทำงานแล้วค่อยขอขนมหรือสิ่งที่อยากได้ และทำให้ผมพัฒนาตัวเองเป็น ทำของเล่นเอง เมื่ออยากได้อะไร ที่ตัวเองพอทำขึ้นมาได้ จะทำทันที

ในความคิดของผม ในแง่ดีนะครับ ถ้าใครก็ตามที่ได้ผ่าน " ความคิดที่จะขโมย " และถ้ามีโอกาสได้ลงมือมาก็ถือว่าครบสูตร แต่จริงๆ แล้ว แค่ผ่านความคิดก็น่าจะพอ เท่ากับเหมือนเป็นผู้ร้ายเลยนะครับ แต่สิ่งสำคัญคือ ใครคนนั้นสามารถที่จะรู้ว่า " เป็นสิ่งที่ผิด " และจะดีมากๆ ที่นำความผิดพลาดนั้นมาปรับปรุงตัว ก็คงจะกลายเป็น " ผู้ร้ายกลับใจ "

สังคมก็น่าจะได้ บุคคลที่เคยผิดพลาด และปรับปรุงตัวมาร่วมสังคม และผมก็ยังเชื่อ (ในความเห็นส่วนตัวนะครับ) ว่าคนเหล่านี้ที่รู้สำนึกแล้วจะสามารถเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะจะรู้สึกผิดตลอด และอยากลบล้าง-ชดเชย ความผิดตัวเองด้วยการทำดี เหมือนที่ผมได้รับโอกาสจากอาม้า

อ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆ อาจลองนึกดูว่า เคยขโมยของไหม ผมมองว่าอาจเป็นเรื่องผิดพลาด ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่ถ้าเรารู้ว่าผิด และแก้ไขก็พอรับได้

บทความนี้ถ้าพิจารณาแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการแก้ตัว หรืออาจมองได้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเอง หรืออาจทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรืออาจเป็นการมองโลกในแง่ดี หรืออื่นๆ ก็ย่อมได้ครับ ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทุกคน


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email :
preeda.limnontakul@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550

frame-1 : " โกหก " ความพยายามที่จะทำเลวครั้งแรก เท่าที่จำได้

โดยปกติแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น อยู่กับการชดใช้เวรกรรมที่เคยสร้างไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้ว หรือชาตินี้ อยู่กับการได้รับผล กับสิ่งที่ตัวเองได้เคยทำ ได้สร้างไว้ ตามหลักการทางพุทธศาสนา ซึ่งอันที่จริงแล้ว ผมคิดเอาเองว่า มันเป็นตรรกะของธรรมชาติ ปลูกอะไรย่อมได้สิ่งนั้น

และผมก็ยังมีความเชื่ออีกว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยทำผิด ไม่เคยทำไม่ดี ไม่เคยทำชั่ว แม้แต่ครั้งเดียวในขณะที่ยังมีชีวิต ซึ่งอาจจะตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ดังนั้นแล้ว ในความคิดของผม มนุษย์ที่ดี มนุษย์ที่ประเสริฐนั้น ไม่ใช่มนุษย์ที่ดีที่สุด ไม่เคยทำผิดเลย ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยคิดเลว หากแต่เป็นมนุษย์ที่ทำเลวน้อยครั้งที่สุดต่างหาก

เปรียบเสมือนหนังสือ ที่ว่า หนังสือที่ดีที่สุด คงไม่มี หากแต่เป็นหนังสือที่มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดต่างหาก

ผมจึงอยากหยิบแง่มุมที่ " อาจจะคิด หรือ เคยทำ ไปในทางไม่ดี " มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ให้กับผู้อ่านได้ลองนำไปพิจารณา วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จนตกผลึกทางด้านทัศนคติ และอาจจะนำไปปรับใช้ หรือเป็นข้อคิด หรือเป็นอุทธาหรณ์ หรืออะไรก็ได้ ที่จะพอเกิดประโยชน์กับคุณ

ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่ม บทความแรกคือ " ความพยายามที่จะทำเลวครั้งแรก เท่าที่จำได้ " เลยนะครับ

" โกหก " ครับ ผมจำความตอนเล็กๆ คงไม่ค่อยได้ อาจต้องค้นหาความทรงจำ เอาเป็นว่าเริ่มจากที่พอจะจำได้ ผมต้องการหนีคุณแม่ไปเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ในซอยแถวบ้าน ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ผมจึงต้องโกหกเพื่อจะไปเล่นให้ได้ จำไม่ได้ว่าโกหกด้วยเหตุผลอะไร รู้แต่ว่า " โกหก " แน่นอน

การหนีไปเล่นฟุตบอล ทำให้ต้องโกหก และทำให้งานที่ควรทำก็ไม่ได้ทำ ถือว่าทิ้งงาน และผมก็ยังทำบ่อยๆ หนีไปเล่นฟุตบอลบ่อยๆ คุณแม่ต้องถือไม้ขนไก่ไปไล่ตีผม ให้กลับบ้าน เพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ ต้องมีคนเฝ้าร้าน ของในร้านจะได้ไม่หาย

ผมคิดว่า มนุษย์เราต้องเคยโกหกกันมาก่อน ไม่ว่าจะโกหกเพื่ออะไรก็ตาม โกหกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โกหกเพื่อให้ร้ายผู้อื่น โกหกเพื่อให้คนเข้าใจกัน โกหกเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจ โกหกเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น หรือโกหกเพื่อให้ทุกอย่างเลวร้าย

ดังนั้นแล้วถ้าจะต้องโกหก ถ้าจะต้องเป็นคนไม่ดีที่ต้องโกหก ขอให้เป็นการโกหกเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ น่าจะดีกว่าให้ร้ายคนอื่น ผมจะลองยกตัวอย่างการโกหกในลักษณะนี้ของผมให้ได้อ่านกัน

" ไม่เจ็บครับ " ทั้งๆ ที่เจ็บจะตาย " ไม่เหนื่อยครับ " ทั้งๆ ที่เหนื่อย เพื่อให้คนที่ถามได้สบายใจ

แล้วเพื่อนๆ เคยโกหกมากน้อยแค่ไหน โกหกเพื่ออะไรกันบ้างครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
10 สิงหาคม พ.ศ.2550

บทความที่ได้รับความนิยม 10 อันดับแรก